เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ช่วงนี้ลมหนาวโกรกพัดให้รู้สึกเย็นสบายเป็นอย่างยิ่ง เป็นอากาศที่ชวนนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลยล่ะ แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะงานตรึมแม้จะปิดเทอมแล้ว ฮือ~ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานอดิเรก ชวนปวดหมองเป็นบางเวลา แต่โดยรวมก็ยังหลั่นล้าดี
วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านซักกะคน ฝ้ายไปสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในเกียวโต กว่าจะกลับก็อีก 5 วันเพราะถือโอกาสเที่ยวเสียเลยเพื่อความคุ้มของค่าตั๋วชินคันเซ็น ส่วนวินซี่ โยนะ และสุมิก็นัดดาร์ลิ่งและเพื่อนออกไปเที่ยวกันหมด จริงๆได้อยู่บ้านบรรยากาศเงียบๆก็ชอบหรอกนะ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องเกรงใจหรือเกรงสายตาเมท ฮาๆ
ปัญหามันอยู่ที่วันนี้บรรยากาศที่ห้องแอบน่ากลัวเนี่ยเด้ พอดีห้องเราเป็นห้องแบบประตูบานเลื่อน แล้ววันนี้ลมก็พัดอีท่าไหนไม่รู้ ส่งเสียงหอนหวีดหวิวๆๆเหมือนมีตัวอะไรร้องอยู่นอกห้อง ประตูสั่นนิดๆด้วยแรงลม ข้างนอกได้ยินเสียงแซกๆของใบไม้ที่เสียดสีกัน แล้วกระดาษที่โยนะเอาไว้รองนั่งสูบบุหรี่ตรงระเบียงมันก็ปลิวไปปลิวมา เสียดสีกับพื้นระเบียงอีก แถมพอเข้า 6 โมงเย็น ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
โอ๊ย...บรรยากาศน่ากลั๊ว~ เวลาแบบนี้ไม่อยากอยู๋คนเดียว กรีดดด~ >_<;;;
2006/Sep/24
2006/Sep/23
นัมปะเหตุการณ์ที่อิฉันผู้มิได้สะสวยแถมยังท้วม (คำสุภาพของคำว่า อ้วน) อีกต่างหากไม่เคยคาดฝันว่าจะเจอ และมันก็เป็นเหตุการณ์ที่คงไม่มีโอกาสได้เอามาลงบลอคนี้อีกเป็นครั้งที่สองเพราะมันคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ฮา
วันนี้ทำงานพิเศษอย่างเบลอๆเพราะกินข้าวเช้าน้อยไปแน่ๆ จริงๆงานก็แทบไม่มีอะไรพลาดล่ะนะวันนี้ Manager ไม่อยู่เลยซักคน มีแต่ซีเนียร์ เท็นโจว และพ่อครัว แล้วเป็นคนสบายๆกันทุกคน วันนี้เลยไม่เครียดๆ ฮา แค่ปัดฝาครอบจานพาสต้าตกไปที แต่พาสต้ายังปลอดภัยดีอยู่ ฮ่ะๆๆ
เออไม่เห็นยามาดะเท็นโจวมาสองสามอาทิตย์ ตอนแรกๆนึกว่าลาหยุดเลยไม่ได้ถามอะไร ปรากฎชักนาน วันนี้เลยลองถามโอมิยะซังดู เลยได้รู้ว่าแกย้ายสาขาไปแล้ว โธ่เอ๋ยเศร้านะเนี่ย เพราะแกเป็นคนรับเราเข้าทำงานแล้วเราก็ยังรู้สึกผูกพันกับแกมากที่สุดในร้านแล้วด้วย อุตส่าห์กำลังคิดว่าปีใหม่จะหาของขวัญปีใหม่ให้แกอยู่ สงสัยคงหาโอกาสเจอแกยากแล้วล่ะ คิดถึงนะคะ ยามาดะเท็นโจวT_T
หลังจากทำงานพิเศษ ก็เกิดรู้สึกเบื่อๆเซ็งๆขึ้นมาไงไม่รู้ ยังไม่อยากกลับบ้าน เลยไปเดินร่อนหาการ์ตูนอ่าน พอดีอยากอ่าน Himitsu หรือ Top Secret เล่ม 2 ของอาจารย์ชิมิซึ เรย์โกะ หาข้าวกินที่ Lotteria เดินเล่นหาการ์ตูนอ่าน จน 5 โมงกว่า ก็เดินไปจะขึ้นรถไฟกลับบ้าน
ปรากฏว่าระหว่างทาง เจอหนุ่มญี่ปุ่นผิวคล้ำๆตัวผอมๆคนหนึ่งทัก พูดอะไรฟังไม่ถนัด ได้ยินแต่คำว่า 付き合い (Tsukiai: คบหา) ก็งงๆ ตอบกลับไปว่า คะ? เขาก็อธิบายต่อ เนี่ย ผมอาจจะดูน่าสงสัยนะ แต่ไม่มีอะไรหรอก (สงสัยอิฉันจะทำหน้าตาไม่ไว้ใจเต็มแก่? ^^;;) แล้วก็ บลาๆๆๆ ประโยคหลังฟังไม่ค่อยถนัด จับความได้ประมาณว่าจะชวนไปที่เที่ยวที่ไหนซักที่เนี่ยล่ะมั้ง เราก็ยังคงยืนเอ๋ออยู่เพราะฟังได้ไม่ครบ ไม่รู้จะตอบกลับยังไง แล้วในที่สุดเขาก็เพิ่งรู้ตัว ถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่า No Japanese? ก็เลยตอบว่า คะ ก็เออสิส่วนไหนของหน้าเดี๊ยนที่เหมือนคนญี่ปุ่นหว่า? ^^;; เขาก็เลย Sorry, sorry. แล้วก็ทำท่าจะเดินไป แต่ไม่วายเอามือมาตบหลังเราสามทีฟ่ะ (เฮ่ๆ!! = =;;) เอาเหอะ ช่างมัน คิดซะว่าขำๆ
ไปขึ้น JR กลับบ้าน ผ่านไปสถานีนึงก็ยังราบรื่นดีอยู่ พอดีผู้หญิงคนนึงที่ยืนพิงฉากด้านข้างของที่นั่งลงสถานีนั้นพอดี เราเลยไปยืนพิงตรงนั้นแทนแล้วควัก Himitsu ออกมาอ่าน อ่านๆไปก็ยิ้มไป ก็มากิซังน่ารักน่าเอ็นดูจะแย่นี่นา XD อ่านๆไปได้แป๊บนึง ก็ได้ยินเสียงคนพูดขึ้นว่า
漫画が好き?
Manga ga suki?
ชอบอ่านการ์ตูนเหรอ?
ห๊ะ? คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว พอหันไปมองต้นเสียงก็เห็นผู้ชายต่างชาติ ผิวคล้ำ ตัวใหญ่พอประมาณ งงๆเอ๋อๆ ได้แต่ตอบไปว่า อ่าค่ะ แต่จู่ๆเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปซะดื้อๆว่า ไปกินข้าวที่ชิบุยะด้วยกันมั้ย? (เฮ่ยยย~ วันนี้มันวันอะไรของมันเนี่ย!? =[]=;;) เลยตอบไปว่า อ่าไม่เป็นไรค่ะ เขาก็บอกว่า น่าไปเถอะ ไม่นานหรอก เลยบอกว่า อ่าไม่ดีกว่าค่ะ ต้องกลับบ้าน มีงานต้องทำ เลยถามมาว่า ทำงานอะไรที่ญี่ปุ่นเหรอ? เราก็ เปล่าค่ะ เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ เขาก็ อ๋อ เหรออ้าว เป็นคนต่างชาติ ไม่ใช่คนญี่ปุ่นเหรอ? ตรงไหนของตรูเหมือนคนญี่ปุ่นเนี่ย? ชักสงสัยมากขึ้นทุกที =[]=;;
ก็คุยกันไปเรื่อยๆอ่ะ คือถ้าไม่ได้เห็นว่ามีพิษมีภัยอะไร เราก็ทำเฉยเมยไม่พูดกับเขาไม่ลงอ่ะ คุยไปคุยมาก็ได้รู้ว่าเขาเป็นคนอินเดีย ทำงานบริษัทและได้ใบพำนักถาวรที่ญี่ปุ่นแล้ว (จริงเปล่าไม่รู้ ได้ข่าวว่าใบพำนักถาวรที่ญี่ปุ่นได้ยากเสียยิ่งกว่าอะไรดี แถมต้องแต่งงานกับคนญี่ปุ่นถึงจะได้ด้วยไม่ใช่เหรอ?) เขาถามอะไรมา ถ้าเราเห็นว่าไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ก็ตอบตามตรงล่ะนะ มันเรื่องทั่วๆไปที่สาวมาไม่ถึงเรื่องส่วนตัวเราอยู่แล้ว เขาก็บอกว่า เออเนอะ เรามาเรียนจนเนียนไปกับคนญี่ปุ่นแล้ว แล้วก็บอกจริงๆเขาเคยมีเพื่อนคนไทยนะ แต่ตอนนี้หายไปกันหมดแล้ว รู้ภาษาไทยมาแค่คำว่า ไม่เป็นไร
คุยไปคุยมาเข้าเรื่องว่าจบมหาวิทยาลัยมาจากประเทศตัวเองกันรึเปล่า (ถามระดับการศึกษาซะงั้น ฮะๆๆ) ก็เลยวกเข้าเรื่องภาษาอังกฤษ พอรู้ว่าเราพอพูดได้ เขาเลยถามมาเป็นภาษาอังกฤษว่าเราเรียนอะไรมา ภาษาอังกฤษสำเนียงคนอินเดียฟังอยากหน่อยๆ แต่ก็จับความได้ล่ะนะ
จริงๆตอนยืนคุยกันนี่ ก็ยืนใกล้อยู่เหมือนกันเพราะที่บนรถไฟมันก็มีอยู่แค่นั้นอ่ะ เรายืนพิงฉากข้างที่นั่ง เขายืนจับเสาอยู่ ก็ระแวดระวังเล็กๆเหมือนกัน แต่เห็นท่าทางไม่มีอะไร คนญี่ปุ่นที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเราเขาก็เหมือนมองๆอยู่ด้วย พอถึงสถานีนึง เขาก็หันไปมองทางประตู แล้วก็บอก อ๋อ ยังไม่เป็นไร เราก็เฮ่ยย ไม่ใช่ว่าจะตามเราไปถึงสถานที่เราจะลงนะ!! แต่ปรากฏสถานีนั้นมันฮาราจุกุ ยังไม่ถึงชิบุยะที่เจ้าตัวเขาจะลง ก็เลยโล่งใจไป พอถึงสถานีชิบุยะ เขาก็หันมาถามเราว่า ยังไม่ลงเหรอ? (เหมือนจะหยั่งเชิงว่าเราจะเปลี่ยนใจมั้ย? เราก็บอก ยังค่ะ เขาก็เลยหันมา ยื่นมือมาขอจับมือด้วย เราก็เอาน่ะ ถือว่าเป็นมิตรภาพ แค่จับมือไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว ก็เลยเชคแฮนด์กับเขาไป เขาก็อวยพรว่า ขอให้โชคดีนะ เราก็ขอบคุณ+ขอโทษเขาไป แล้วเขาก็เดินออกจากรถไฟไป และคงยากที่เส้นทางจะมาบรรจบให้ได้เจอกันอีกล่ะนะ
จริงๆให้คบเป็นเพื่อนก็คบได้นะ ท่าทางเขาก็เป็นไนซ์ดีอยู่ แต่อย่างว่า มาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ก็ต้องระวังตัวเยอะๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเข้ามาแบบเพื่อน ไม่ได้มานัมปะก็ตาม การจะไว้ใจใครซักคนที่ได้รู้จักกันบนรถไฟมันก็ทำยากอยู่ดีแหละนะ มาอยู่ที่นี่ชวนให้อดระแวดระวังอะไรหลายๆอย่างไม่ได้โดยเฉพาะคนต่างชาติในญี่ปุ่นเพราะคนทำงานผิดกฎหมายที่นี่ก็เยอะ ไม่ได้ดูถูกเขาหรืออะไร แต่บางทีก็กลัวว่าจะมีเรื่องอะไรรึเปล่าถ้าเราเข้าไปพัวพันด้วย ถ้าบางทีมีคุณป้าชาวญี่ปุ่นทักๆคุยๆบ้าง หรือคนในอพาร์ทเมนต์เดียวกันทักบ้างน่ะ ไม่มีปัญหาหรอก จริงๆอยากคบค้าด้วยด้วยซ้ำไป
เอวังเท่านั้นล่ะค่ะ ไม่รู้วันนี้มันต่างจากทุกวันตรงไหน แค่ใส่ชุดดูผู้หญิงๆขึ้นมานิดนึงเท่านั้นเอง XD;;?
สรุปว่าคงทราบกันแล้วใช่มั้ยคะว่า นัมปะ คืออะไร? (ทำอย่างกับสอนภาษาญี่ปุ่นจากกรณีตัวอย่างยังไงยังงั้น 555)
軟派
Nampa
จีบสาว
2006/Sep/22
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า เราตัดสินใจว่าจะเริ่มอัพเอนทรี่ของเหตุการณ์ปัจจุบันแล้ว เพราะขืนมัวไล่ตามอัพเอนทรี่ของเก่าๆ เราคงหมดกำลังใจพยายามไล่อัพให้ทันปัจจุบันแล้วก็ไม่ต้องอัพเดทข่าวคราวสารทุกข์สุขดิบให้เพื่อนๆรู้กันพอดี ส่วนเอนทรี่เก่าๆจะทยอยๆอัพเมื่อมีเวลา อย่างที่บอกคือเขียนเอาไว้แล้ว แต่บางเอนทรี่ยังเขียนรายละเอียดไม่เสร็จดี รูปก็ยังไม่ได้ย่อ บางอารมณ์ก็ดองไว้จนเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ประจวบเหมาะกับว่าดันเซฟทับไฟล์ไดอารี่เดือนสิงหาคมทั้งเดือน ช็อคอ้าปากค้างไปเลย เดี๋ยวเลยต้องนั่งเขียนสรุปเรื่องราวรวบยอดของเดือนสิงหาคมทั้งเดือนแทน =[]=;;
ด้วยเหตุฉะนั้น วันนี้เลยจะอัพเหตุการณ์ของวันนี้ล่ะนะ หุๆ
=+=+=
วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างจะดีวันหนึ่งทีเดียว อากาศช่วงนี้กำลังเย็นสบาย ชวนให้สบายใจ เย็นๆ ชื้นนิดๆ ลมพัดกำลังดี อากาศแบบที่ชอบเลยล่ะ ในวันแบบนี้ถ้าสบายใจก็จะสบายใจเอามากๆ แต่ถ้ามีเรื่องให้เฟลมันก็หดหู่สุดๆเหมือนกัน แต่เพราะวันนี้มีแต่เรื่องดีๆล่ะนะ ก็เลยสบายใจไทยแลนโดะ
อย่างแรกคือ วันนี้เรียนเป็นวันสุดท้ายของเทอมที่ 2 แล้วล่ะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปก็ปิดเทอมเกือบสามอาทิตย์ ถึงจะต้องเข้าไบต์เพียบ แต่ก็ไม่ต้องไปเรียนล่ะนะ ได้ทำนั่นทำนี่ตามสบาย หุๆๆ
อย่างที่สองคือ มีเรื่องเหลือเชื่ออีกแล้ว นั่นก็คือ เรื่องคะแนนสอบใหญ่ครั้งที่ 3 หลังจากที่เฟลกับคะแนนสอบใหญ่ครั้งแรกที่ตกค่าเฉลี่ยไป 2 คะแนน เฉยเมยกับสอบใหญ่ครั้งที่สองเพราะเลยค่าเฉลี่ยมาแค่ 2 คะแนน แล้วก็เฟลกับการสอบเลื่อนชั้นที่ตกค่าเฉลี่ยไป 0.6 คะแนน มาครั้งนี้ยัยเพนน์ฟลุคมหาศาล ตอนได้ข้อสอบคืน เตรียมใจไว้แล้วว่าเห่ยแน่ๆ แต่ผลออกมาคือ ท็อปห้องค่ะ =[]=;; ได้ 88 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของห้องต่ำจนน่าตกใจคือ 69 คะแนน (ทำไมตอนฉันตกค่าเฉลี่ยนี่ ค่าเฉลี่ยมันไม่ต่ำแบบนี้บ้างฟะ? >_<!!)
ทำให้รู้สึกว่ามันขึ้นกับอาจารย์คนตรวจด้วยรึเปล่านะ คือในแต่ละเทอมจะมีอาจารย์ผลัดกันมาสอนในแต่ละอาทิตย์ทั้งหมดสามคน อาจจะเพราะวิธีการตอบข้อสอบของเราเข้าแก๊บกับอาจารย์โองุระก็ได้ล่ะมั้งเนี่ย โฮค่อนโล่งใจขึ้นหน่อย เพราะตอนแรกคิดว่าจะต้องให้ที่บ้านเห็นคะแนนสอบรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยซะแล้ว ถึงที่บ้านจะไม่ว่าอะไรก็เถอะนะเพราะตัวเลขคะแนนเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับคะแนนเต็มมันก็ออกมาใช้ได้อ่ะ ส่วนใหญ่ก็จะ 70-80% อัพ แต่เราเฟลตัวเองง่ะ ทำไมคนในห้องมันเก่งอย่างนี้~ แต่มาครั้งนี้ ค่อยยังชั่ว~TwT
วันนี้อาจารย์โองุระให้คุยกันเรื่องคำถามที่ในบทเรียนถามตามที่คาด บทเรียนที่กำลังเรียนอยู่นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ (ユモア: Yumoa) ซึ่งจริงในภาษาอังกฤษ(หรือจริงๆคือภาษาฝรั่งเศสหว่า?) คือ Humor แล้วในบทเรียนก็พูดเกี่ยวกับว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเหมาะสมและถูกกาลเทศะ อย่างเช่น เวลาเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ก็ให้ใช้อารมณ์ขันเข้าคลี่คลายสถานการณ์ที่ว่าเข้าไว้ ในหนังสือเขายกตัวอย่างเกี่ยวกับร้านอาหาร
นั่นก็คือว่า มีการ์ตูนสี่ช่องเรื่องหนึ่ง ตอนแรกพนักงานเสิร์ฟสาวฝรั่งในร้าอาหารที่ญี่ปุ่นเข้าไปเสิร์ฟอาหารลูกค้าแล้วพูดว่า
カルボナーラになります。
Kaboanaara ni narimasu.
สปาเก็ตตี้คาโบนาร่าได้แล้วค่ะ
ซึ่งเป็นคำพูดตามคู่มือของพนักงานเสิร์ฟทั่วไป ฟังคำแปลภาษาไทยก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต้องดูที่ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นถึงจะเห็นว่ามันแปลก นั่นก็คือ Naru แปลว่า กลายเป็น รูป Narimasu เป็นรูปปัจจุบัน ถ้าแปลตรงตัวคือ เดี๋ยวอาหารจะกลายเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าแล้วนะคะ นั่นเอง
มันเป็นแพทเทิร์นคำพูดแบบสุภ๊าพสุภาพของพนักงานเสิร์ฟนั่นแหละ ลูกค้าในการ์ตูนช่องก็จู้จี้จุกจิกงี่เง่าๆ เลยตอกกลับไปว่า อ้าว ก็นี่มันก็เป็นคาโบนาร่าแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าเดี๋ยวมันถึงค่อยจะกลายเป็นคาโบนาร่าหรือไง พนักงานเสิร์ฟเลยกลุ้มจิต พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่เดินคอตกกลับไปด้วยความลำบากใจ ก็เพราะถึงจะรู้ว่าตามหลักภาษามันแปลกก็จริงก็ตาม แต่ก็เป็นคำพูดที่ทุกคนใช้พูดกันในร้านอาหารตามปกติ เลยไม่รู้จะว่าไง ส่วนเท็นโจว (ผู้จัดการร้าน) ก็พึมพำว่า ท่าทางจะต้องทำคู่มือใหม่สำหรับลูกค้าแบบนี้แล้วมั้ง เหมือนเป็นการล้อเลียนหน่อยๆว่า ทุกอย่างต้องมีคู่มือรองรับงั้นเหรอ ทำไมไม่ปรับตัวตามสถานการณ์แทนล่ะ ทำนองนั้น
ทีนี้อาจารย์เลยแจกคำถามให้คิดกันเล่นๆ แล้วคุยกันในกลุ่มว่า ถ้านักเรียนเจอสถานการณ์แบบนั้น จะพูดหรือทำยังไง อย่างเช่นเจอสถานการณ์อย่างในการ์ตูนสี่ช่องนั้นจะทำยังไง หรือถ้าลูกค้าเรียกไปดูว่าในซุปมีแมลงอยู่แล้วโมโหใส่ว่า เป็นร้านอาหารสามดาวแท้ๆแต่เอาอาหารแบบนี้มาให้ลูกค้ากินเหรอ!? จะทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่า เออไอ้นี่มันพูดจาตลกด คราวหน้าจะมาอุดหนุนอีก อะไรทำนองนี้
ก่อนมาเรียนวันนี้ก็คิดอยู่แล้วว่าอาจารย์ต้องให้คุยกันเรื่องนี้แน่ กลุ้มจะตายเพราะเราเป็นคนไม่มีทักษะในการคิดเรื่องตลกขบขันเท่าไหร่ เพราะดิฮั้นเป็นคนติดจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ คิดแต่ว่ากรณีนี้ก็ได้แต่ขอโทษแล้วแก้ไขสถานการณ์ให้ลูกค้านี่นา แต่พอไปเริ่มจับกลุ่มแล้ว ไอเดียบ้าๆมันก็โผล่มาแฮะ แต่มันเป็นไอเดียที่คิดเล่นๆ ถึงเวลาทำจริง ให้ตายก็ทำไม่ได้อยู่แล้วนั่นแหละ ^^;;
ตอนอาจารย์เดินมาที่กลุ่ม อาจารย์ก็ถามๆ ให้แต่ละคนพูด เสร็จแล้วอาจารย์ก็บอกให้เราลองพูดความคิดของเราดู คำถามเรื่องที่ว่ามีแมลงอยู่ในซุปลูกค้าแล้วจะพูดยังไง เราก็เลยตอบตามที่เราคิดไว้ว่า
もう、ポチくん! どうしてここにいるの!?お客様の料理を食べてはいけないト言ったのに!申し訳ございません。換えてきます。
Mou, Pochi-kun! Doushite koko ni iru no!? Okyaku-sama no ryouri wo tabeteha ikenai ittanoni! Moushiwakegozaimasen. Kaetekimasu.
โธ่เอ๊ย โปจิคุง! ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ!? ก็บอกแล้วแท้ๆว่าห้ามไปกินอาหารของลูกค้า! ขอประทานโทษค่ะ จะไปเปลี่ยนมาให้ใหม่นะคะ
นั่นก็คือแกล้งทำเป็นว่าแมลงที่ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของเราแล้วแกล้งดุว่ามันนั่นเอง จริงๆได้ไอเดียมาจากที่รุ่นพี่โมริตอบรุ่นพี่ฮันนี่ว่า ไม่ว่ายังไงคุณกระต่ายก็อยากดื่มชาให้ได้น่ะ ตอนคนอื่นทำคุณกระต่ายของรุ่นพี่ฮันนี่เลอะชา ในเรื่อง Ouran High School Host Club
ปรากฏว่าอาจารย์เก็ตมุขแฮะ ขำใหญ่เลย แล้วชมว่าไอเดียแจ่ม แล้วพออาจารย์เห็นเราเขียนคำถามข้อการ์ตูนสี่ช่องแล้วด้วย ก็เลยให้ลองบอกดู เลยตอบว่า
私たちはお客様のために料理を提供しているので、カボルナーラは本物のカボアナーラになる時はお客様がお召し上がる時でございます。
Watashi-tachi ha okyaku-sama no tame ni ryouri wo teikyoushiteirunode, kaboanaara ha honmono no kaboanaara ni naru toki ha okyaku-sama ga o-meshiagaru toki degozaimasu.
เนื่องจากร้านเราบริการอาหารเพื่อลูกค้า สปาเก็ตตี้คาโบนาร่านั้นจะกลายเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อลูกค้าได้รับประทานมันแล้วน่ะค่ะ
เพื่อจะบอกว่า ตอนนี้ที่ยังไม่เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า แต่กำลังจะเป็น ก็ด้วยเหตุนี้นั่นเอง รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่สุดแสนจะเชลียร์ลูกค้าชอบกล ^^;;
แต่ปรากฏว่าอาจารย์ขำอีกแล้ว อาจารย์ชอบใจแฮะ ตอนหลังเลยให้กลุ่มเราพูดไอเดียบอกเพื่อนๆในห้องเสียเยอะเลยเพราะบอกกลุ่มเราไอเดียมันส์สุด 555 ไม่ยักรู้ว่าอาจารย์จะเห็นว่าคำตอบเรามันดูมีอารมณ์ขันนะเนี่ย ทั้งนี้ทั้งนั้น รู้สึกว่าต้องยกความดีความชอบให้กับการ์ตูนทั้งนั้น เพราะรู้สึกว่าไอเดียบ้าๆทั้งหลายแหล่มันเกิดขึ้นได้เพราะอ่านและดูการ์ตูนเนี่ยแหละ นึกภาพตัวเองเป็นตัวละครบ้าๆเว่อร์ๆในเรื่อง ก็จะได้คำพูดเง็งๆแบบนี้ออกมานะฮ้า~
=+=+=
จะว่าไปแล้ว ข่าวเมืองไทยก็ดังไม่เบาเหมือนกันนะ ตอนแรกคิดอยู่แล้วว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คงไม่รู้เรื่องข่าวรัฐประหารในประเทศไทยหรอก ซึ่งคงไม่ต่างอะไรจากการที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแถบละตินอเมริกาหรืออัฟริกามานัก ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆแหละ เพื่อนร่วมงานกับ Manager ที่ที่ทำงานพิเศษไม่มีใครถามเราเรื่องนี้ซักคน แต่ก็ยังเห็นมีคนญี่ปุ่นบางคนรู้อยู่นะ อย่างอาจารย์ชิมิซึที่สอนวิชาอ่านนิยายเรื่องสั้น แกก็ถามถึงอยู่ แล้วพอมาวันนี้ เพื่อนคนเกาหลีชื่อ จางเฮียว มั้ง ชื่อคนเกาหลีฟังให้เป๊ะยากมาก แต่ฟังเวลาอาจารย์เรียกชื่อเขาได้ว่างั้น เขาก็ถามถึงเหมือนกัน แล้วพอเจอฮารุกะตอนไปเรียนวิชาเลือก ฮารุกะก็ถามเหมือนกัน
จุดที่เชื่อมโยงต่อกันก็คือ ไม่ว่าเราจะยืนยันแค่ไหนว่าสถานการณ์ตอนนี้ปลอดภัย ไม่มีการต่อสู้อะไรเกิดขึ้น แถมคนยังไปยืนถ่ายรูปกับทหารกับรถถังเสียด้วยซ้ำ ก็ดูไม่มีใครจะเชื่อเราเต็มร้อยซักคนว่าตอนนี้มันไม่มีอะไร เศรษฐกิจก็ไม่ได้ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย หุ้นไม่ได้ร่วงกราวรูด ค่าเงินเราก็ไม่ได้ตกกราวรูด ค่อนข้างเสถียร แถมพอต่างชาติเห็นว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไอ้พวกดัชนีต่างๆก็กลับขึ้นมาด้วยซ้ำ เราก็แอบขำ+กลุ้มนิดๆว่าจะอธิบายยังไงให้เขาเชื่อกันดี รัฐประหารในสายตาคนทั่วไปก็คงต้องมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องสินะ เขาคงแปลกใจกันเหมือนกันว่าเมืองไทยมาแปลกจริงแท้
นั่งคุยๆกับฝ้ายว่า อเมริกา ยูเอ็น และยุโรป อยากพูดอะไรก็พูดไป คนไทยยังยินดีกับรัฐประหารครั้งนี้เสียอย่างและก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น ฉะนั้น อย่ายื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องภายในประเทศฉันหน่อยเลย จะว่าเป็น Humanitarian Intervention หรือการแทรกแซงด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมหรือก็ไม่ใช่นะค้า~ XP
=+=+=
คำพูดที่ว่า การเรียนภาษาในประเทศเจ้าของภาษาจะเครื่องติดเมื่อครึ่งปีผ่านไป เขาเลยบอกว่า ไปเรียนภาษาแค่ครึ่งปีไม่มีประโยชน์หรอก เพราะพอเครื่องติดก็ดันต้องกลับเสียแล้ว ตอนนี้รู้สึกกับตัวเลยว่า คำพูดนั้นมันจริงเอามากๆ
ก่อนหน้านี้นั่งกลุ้มกับพัฒนาการเชื่องช้าของตัวเอง จริงๆเพิ่งเฟลเรื่องความสามารถตัวเองไปเมื่อไม่นานนี้เองแท้ๆ แต่ช่วงนี้ซึ่งกำลังจะครบครึ่งปีของการมาเรียนที่นี่พอดี กลับรู้สึกไฟติดซะงั้น จู่ๆก็รู้สึกว่าพูดจาสื่อสารกับคนญี่ปุ่นรู้เรื่องขึ้นกว่าเดิมเยอะ อ่านหนังสือก็เปิดดิคน้อยลง เจอศัพท์ที่ไม่เคยรู้ บางทีก็เดาได้จากตัวคันจิ เริ่มคิดคำพูดที่จะพูดและเนื้อหาที่จะเขียนได้เร็วขึ้น จริงๆก็ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาแหละ แต่เริ่มรู้สึกเครื่องติด และมีกำลังจะเรียนรู้อะไรอีกมากมายต่อไปข้างหน้าแล้วล่ะ ^_^
=+=+=
อยากไปเที่ยวเกียวโต ชมใบไม้เปลี่ยนสีเดือนพฤศจิกายนจังเลย คุยๆกับน้องป่านว่าอยากไปกัน แต่เห็นเพื่อนที่จะไปเที่ยวกับยาหยีบอกว่าโรงแรมในเกียวโตเต็มเอี๊ยดเลยตอนนี้จนเขาต้องไปพักโรงแรมในโอซาก้าแล้วค่อยนั่งรถไปเที่ยวในเกียวโตแทน แง้~ อยากไปเที่ยว เดี๋ยวไปนั่งหาข้อมูลโรงแรมเสียหน่อยดีกว่า อาจจะพอมีหลงเหลือยังไม่เต็มก็ได้ เฮ้อ~ แต่สงสัยลำบาก ก็ฤดูใบไม้ร่วงมันช่วงพีคของเกียวโตเลยนี่นะ ซิกๆ ถ้าเกิดอดไปปีนี้ วางแผนระยะยาวไปปีหน้าก็ได้ แต่ตอนนั้นจะมีคนไปด้วยมั้ยเนี่ย? T_T