2006/Apr/07


วันนี้ตื่นขึ้นมาก็
11 โมงเข้าไปแล้ว ได้ข่าวว่าเกริ่นๆกับอาจารย์ทสึนะไว้ว่าจะไปเอา LAN Card ตอนเช้าของวันนี้ อะจ๊ากกก

หลังจากจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทางเล็กน้อยและอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็อีก 15 นาทีจะเที่ยงเสียแล้ว ดูท่าโผล่หน้าไปตอนเที่ยงจะไม่ค่อยดี เผื่ออาจารย์กำลังทานอาหารกลางวันอยู่ ก็เลยตัดใจว่าเข้าไปที่โรงเรียนสักบ่ายโมงก็แล้วกัน ง้า จริงๆไม่อยากจะเป็นต้นเหตุอีกรายหนึ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นคิดว่าคนไทยไม่ตรงต่อเวลานะเนี่ย แต่ดันตื่นสายง่า ก็ยังไม่มีนาฬิกาปลุกนี่นา โทรศัพท์มือถือก็ยังซื้อไม่ได้ ;_;

ออกจากหอพร้อมฝ้าย ไปถึงบริเวณโรงเรียนประมาณเที่ยงครึ่ง เลยแวบไปส่งไปรษณีย์ให้อ้อนก่อน เดินเข้าไปมองนั่นมองนี่อย่างงงงวยอยู่พักหนึ่ง เลยตัดสินใจดิ่งเข้าไปกดบัตรคิวมันสักช่องเนี่ยแหละ พอถึงคิวเราก็ดิ่งเข้าไปถามพนักงานสาวประจำช่องนั้นว่า

初めて郵便局へ来ますが、これをSALで送りたいんですが、何をするべきですか。
Hajimete yuubinkyoku he kimasuga, kore wo SAL de okuritaindesuga, nani wo surubekidesuka.
ฉันเพิ่งมาไปรษณีย์เป็นครั้งแรก อยากจะส่งของชิ้นนี้ทาง SAL ควรจะทำอย่างไรบ้างคะ?

จริงๆส่วนแรกกับส่วนที่สองควรจะเชื่อมกันนะ แต่ตอนนั้นสมองไม่รับรู้อะไรแล้ว ผิดถูกไม่รู้ มั่วและด้านไว้ก่อน ใครสักคนสอนไว้ ตอนนี้ขอให้เขารู้เรื่อง อธิบายให้เราส่งไปรษณีย์สำเร็จก่อนเป็นพอ กรุณาอย่าจับประโยคไร้สกุลรุนชาติแบบนี้ไปใช้เลยนะ =_=;;

พนักงานสาวก็น่ารักเหลือหลาย พาเราไปที่อีกช่องหนึ่ง ช่วยอธิบายอะไรต่างๆนานา ก็อธิบายว่าให้เราเขียนชื่อ-ที่อยู่บนถุงกระดาษที่ห่อหนังสือมาก่อน หรือไม่ก็ใส่ซองกระดาษของทางไปรษณีย์ราคา 100 เยน (อย่างใหญ่มาเลยเค่อะ) แล้วเขียนชื่อ-ที่อยู่บนถุงนั้นเอา ชั่งน้ำหนักของให้เราดูว่าส่งทาง SAL ราคา 880 เยนนะ โอเคมั้ย พอเราบอกว่าโอเค หล่อนก็อธิบายว่าเสร็จแล้วให้มากดบัตรคิวที่ช่องนี้นะ เหลือบไปมองก็ถึงบางอ้อว่าเมื่อกี้เราดันไปกดบัตรคิวช่องฝาก-ถอนเงินที่ไปรษณีย์นี่หว่า แป่ว เพล้งๆ แต่ไม่สนใจ ครั้งแรกมันก็ต้องมีเปิ่นกันบ้างล่ะน่า XP

เราจัดแจงเอาห่อของใส่ลงไปในซองกระดาษของไปรษณีย์อีกชั้นหนึ่งเรียบร้อย ขอโทษที่ทำให้อ้อนต้องเสียค่าซองแพงถึง 100 เยนเนื่องจากตอนนั้นไม่แน่ใจว่าควรจะใช้ซองแบบไหนส่งไปรษณีย์ดี คราวหน้าจะไปซื้อซองกระดาษสีน้ำตาลบางๆเตรียมไว้ส่งของ แต่ซองของไปรษณีย์ญี่ปุ่นนี่อย่างหรูสมราคา 100 เยนเลยล่ะ

เสร็จแล้วก็เดินหลงกลับไปกลับมาเล็กน้อย ก็ไปถึงโรงเรียนจนได้ ไปเอาการ์ด LAN และซีดีโปรแกรมกับอาจารย์ทสึนะ อาจารย์บอกว่าตอนเย็นจะเข้าไปที่หอเพื่อติดตั้งให้

จากนั้นเราก็จรลีไปยังอาคิฮาบาระ จุดหมายหลักของวันนี้ แอบหวั่นวิตกนิดๆเหมือนกันว่าไปเดินหาซื้อกล้องดิจิตัลกับดิคชันนารีไฟฟ้าคนเดียวในย่านการค้าที่ไม่เคยไปมาก่อนนี่ออกจะเปรี้ยวไปหน่อยมั้ยนะ แต่ก็ตกลงปลงใจไว้แล้วนี่ว่าของอย่างนี้มันต้องลอง ยังไงก็ได้รุ่นกล้องที่หมายตามาจากพ่อแล้วก็รุ่นดิคชันนารีที่หมายตามาจากฝ้ายเรียบร้อยแล้ว แค่เดินดูตามร้าน สอบถามราคา เปรียบเทียบกันดู ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกน่า

นั่ง JR ไปลงที่สถานีอาคิฮาบาระ มีป้ายชี้ทางไป ElectricTown เด่นหราเชียวล่ะ ต่อให้เราเป็นจอมหลงยังไงก็เถอะ ไปไม่ถูกก็แย่แล้วสินะแบบนี้ 555

หลังจากเดินดูแถวนั้นได้สัก 2-3 ร้าน ก็ได้รับแจกโปสการ์ดที่หน้าแกลลอรี่แห่งหนึ่ง ก็รับไว้โดยไม่ได้คิดอะไรประสาคนงกที่เดินรี่เข้าไปรับทิชชู่ฟรีมาใช้ตลอด ปรากฎว่าพอรับปุ๊บก็เสร็จเขาน่ะสิ เขาก็รั้งๆตัวไว้ พยักเพยิดให้เข้าไปในแกลลอรี่ (ที่เรามองไม่ออกว่าเป็นแกลลอรี่หรอกในครั้งแรก) ก็อือๆ เดินเข้าไปตามคำเชิญ เจอประชาสัมพันธ์ก็ถามเขาว่าจะให้ทำอะไรเหรอ เขาก็ตอบว่าก็ดูๆภาพ เราก็เลย อือๆ ดูก็ได้ (ไว้ท่าไม่ดีค่อยเผ่นละกัน) ก็เดินดูภาพตามบันได ขึ้นไปถึงชั้นสอง ก็เห็นพนักงานคนหนึ่งกำลังฉอดๆๆอธิบายเกี่ยวกับภาพให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟังอยู่ เราเงี่ยหูฟังก็ฟังรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง จับความได้ประมาณว่า โอ้ว ภาพนี้นะศิลปินได้รับแรงบันดาลใจมาในระหว่างที่กำลังเที่ยวรอบโลกอยู่ บลาๆๆ ฟังดูหลั่นล้าดีแท้ เรามองๆดูภาพก็เห็นมีป้ายราคาติดเอาไว้ 8 หมื่นเยนบ้าง 1 แสนเยนบ้าง ก็ฉุกใจแล้วล่ะว่าแนวชักจูงให้ซื้อแหง แต่ไม่มีวันได้กินเงินเราอยู่แล้ว ภาพก็สวยดีหรอกนะ แต่ดิฉันไม่มีงานอดิเรกสะสมของรสนิยมสูงแบบนี้อะเค่อะ :P

เห็นพนักงานคนนั้นกำลังง่วนชักจูงลูกค้าอยู่ ก็เลยอะ ลองเดินขึ้นไปดูอีกชั้น ก็เจอพนักงานหญิงอีกคนแต่คนนี้ก็ดูเรียบร้อยๆนะ เขาทำท่าจะเข้ามาอธิบาย ก็เลยออกตัวไว้ก่อนว่า เราเป็นคนต่างชาตินะ ไม่ค่อยเข้าใจภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่ เขาก็พูดๆแนะนำตัวเล็กน้อยแล้วก็ออกตัวกับเราก่อนเลยเหมือนกันว่า ขอโทษนะคะ นี่เป็นหน้าที่ของฉันน่ะค่ะ

ฟังเขาอธิบายภาพที่ประดิดประดอยขึ้นจากผ้าไหมอย่างงงๆ โหเทคนิคอะไรหว่า จับความไม่ค่อยได้เลย ฟังออกแต่ส่วนประกอบของภาพ ตรงกลาง ตรงรอบๆ แล้วก็อะไรผ้าไหมๆนี่แหละ เห็นเขาหันมามองอย่างกังวลว่าเราเข้าใจมั้ย เราก็เลยพูดว่า

「大体わかりました。」 
Daitai wakarimashita.
พอจะเข้าใจค่ะ

เพื่อปลอบให้เขาใจชื้นขึ้น คือในใจคิดว่า เนื้อหามันยากน่ะ จะอธิบายให้ง่ายกว่านี้ไม่ได้อยู่แล้วมั้ง แล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าจะรู้ไปทำไมด้วย ^^;;

พออธิบายจบจากภาพนั้น หล่อนก็ทำหน้าแหยๆนิดหน่อย แล้วเราก็เลย อะ งั้นขอดูภาพอื่นด้วยละกัน หันไปเจอภาพนึงเป็นภาพป่ากับทะเลสาบในโทนสีฟ้า อืม สวยดีแฮะ ก็เลยชี้ๆรูปนั้น หวังจะให้เขาอธิบายให้ฟัง เขาก็ลากเก้าอี้มาให้เรานั่ง แล้วตัวเองก็นั่งอีกตัวหนึ่ง เพื่อดูภาพให้ได้ในระดับสายตา (เหมือนตะกี้ที่เห็นข้างล่างเลยแฮะ) เขาก็ถามๆว่าเราอยากรู้ตรงไหน เราก็เลยถามว่า นี่ภาพป่าใช่มั้ย? ส่วนนี่ก็ทะเลสาบ หล่อนก็อือออแต่ไม่พูดอะไร หล่อนไม่ยักกะอธิบายอะไรแล้วแฮะ เราก็เลย เออ ขอตัวไปเลยดีกว่า หล่อนก็บอก อือ เนี่ย เดี๋ยวจะศึกษามาให้ดีกว่านี้ ส่วนเราก็บอกไปเช่นกันว่า ไว้เราเก่งภาษาญี่ปุ่นขึ้นกว่านี้จะกลับมาใหม่นะ (พูดไปงั้นแหละ ให้กำลังใจเขานิดนึง)

ความโง่ภาษาญี่ปุ่นก็มีประโยชน์ในเวลาแบบนี้เองล่ะเนอะ พนักงานที่นั่นเลยไม่รู้จะชักจูงให้เราซื้อยังไงเลย 555 แต่ดูท่าทางพนักงานคนที่เราเจอก็ดูน่าสงสารนะ เหมือนไม่อยากทำงานนี้ยังไงไม่รู้ ^^;;

ว่าแต่นี่มันธุรกิจประเภทไหนกันเนี่ย? เรียกว่าออกแนวต้มตุ๋นได้มั้ยนะ? อาจจะแรงไปหน่อยรึเปล่า? เห็นฝ้ายเล่าว่าเคยมีข่าวทางทีวีเกี่ยวกับธุรกิจแนวนี้เหมือนกันว่าเป็นธุรกิจต้มตุ๋น แนวแจกโปสการ์ดให้แล้วหลอกให้คนซื้อรูปภาพไปราคาแพงๆ แต่เห็นดึงกระทั่งนักเรียนม.ปลายให้เข้ามาดูในร้านด้วยเนี่ยนะ? คิดว่านักเรียนม.ปลายจะมีทุนทรัพย์ซื้อภาพพวกนี้เหรอ? หรือว่ากะให้ไปรบเร้าที่บ้านซื้อให้?

ถ้าเราเรื่องนี้ให้ที่บ้านฟัง มีหวังโดนดุแน่ว่า ยอมเข้าไปข้างในทำไม? ผิดไปแล้วค่า แหะๆ XP

พอหลุดรอดออกมาจากสถานที่นั้นได้ เราก็ไปเดินสำรวจกล้องกับดิคตามความตั้งใจต่อ ตอนแรกพ่อบอกรุ่นมาว่า ให้ซื้อกล้อง Canon รุ่น IXUS 800 (ซึ่งมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว) ไม่ก็รุ่น IXUS 750 ถ้ารุ่น IXUS 800 ไม่มี ส่วนรุ่นดิคชันนารีก็ถามๆฝ้ายเป็นแนวทางว่าฝ้ายใช้รุ่นไหน ซึ่งฝ้ายก็ใช้ Casio Ex-word F6600 อยู่และบอกว่ารุ่นนี้ก็ดีนะ โอเค เราก็เดินมองๆตามข้อมูลที่มีอยู่แล้ว

ไปเดินดุ่มหาดิคชันนารีไฟฟ้ารุ่นเดียวกับฝ้าย แต่ปรากฏว่ามันเป็นรุ่นของปีที่แล้วซึ่งตอนนี้ไม่ค่อยมีวางขายแล้ว ก็เลยโอเค ลองดู Casio Ex-word รุ่นอื่นดู พอเราถามพนักงานขายว่า

「日本語を勉強していますがおすすめのモデルがありますか。」
Nihongo wo benkyoushiteimasuga osusumenomoderu ga arimasuka.
ตอนนี้กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ มีรุ่นไหนจะแนะนำมั้ยคะ?

คนขายเลยบอกว่า รุ่น XD-ST6200 เป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนภาษาญี่ปุ่นนะ หลังจากดูคุณสมบัติของเครื่องแล้วก็ถูกใจเจ้าดิคไฟฟ้าที่รวบรวมหนังสือทั้งหมด 100 เล่มเอาไว้เครื่องนี้ ก็เลยตกลงใจซื้อในราคา 29,800 บาท (ซึ่งร้านนี้กำลังลดราคาถูกกว่าเจ้าอื่นที่เดินดูประมาณ 3,000-4,000 เยน) พอคิดออกมาเป็นเงินไทยไม่ถึงหมื่นบาทนี่นับว่าถูกมากทีเดียวนะเมื่อเทียบกับเมืองไทย เคยเห็นเวลาขายที่เมืองไทย รุ่นที่มีดิคแค่ 9 เล่มในเครื่องก็ปาเข้าไป 2 หมื่นกว่าบาทเข้าไปแล้ว เพราะงั้นถ้าเป็นไปได้ แนะนำว่าซื้อในญี่ปุ่นดีกว่านะ





ระหว่างหาดิคก็เดินดูกล้องดิจิตัลไปด้วยอะล่ะ ปรากฏว่าที่นี่ไม่มีกล้อง Canon รุ่น IXUS แหละ มีแต่รุ่น IXY แต่เช็คดูแลคุณสมบัติก็ตรงกันนะ ทีนี้รุ่น IXY 800 กว่าจะออกก็กลางเดือนแน่ะ เราก็เลยซื้อรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีอยู่ในขณะนี้มาแทน นั่นก็คือ IXY 700 (IXY 750 ก็ไม่มีอีกนั่นแหละ แต่สเป็คตรงกับสเป็คของ IXUS 750 ที่พ่อบอกล่ะนะ) ความละเอียด 7.1 ล้านพิกเซล ว่าแต่เพิ่งรู้ว่ากล้องดิจิตัลสมัยนี้ใช้ถ่ายวีดีโอได้ด้วยแฮะ หรูหราไฮโซ O_o;; หลังจากเดินเปรียบเทียบราคาอยู่หลายร้าน ก็พบว่ามันก็ใกล้เคียงกันนั่นแหละ ต่างกันอย่างมากก็ 1,000 เยน ก็เลยเลือกซื้อที่ร้านขนาดใหญ่ที่เดียวกับที่เราได้ดิคชันนารีไฟฟ้ามา เพราะคิดว่าในเมื่อไม่รู้ข้อมูลร้านค้าแต่ละร้าน ถ้าราคาใกล้เคียงกัน เลือกซื้อร้านใหญ่ๆดีกว่ามั้ง ดูน่าเชื่อถือหน่อย

สรุปว่าได้กล้องมาในราคา 47,800 เยน จ่ายค่า SD Card 1 GB ไปอีก 9,800 เยน ซองใส่กล้องอีก 3,234 เยน เฮือก(ตอนคุย Webcam กับพ่อตอนเย็น พ่อถึงกับบ่นว่าแพงจัง แหะๆ พยายามเทียบราคาแล้วนา ^^;;) ได้ของแถมเป็นซองใส่ดิคชันนารีกับนาฬิกาปลุก (คุ้มมั้ยหนอ? แต่ถ้ารวมมูลค่าของแถมก็ 3-4 พันเยนเชียวนะ ฮะๆๆ)

สมฤดีเรื่องดิคไฟฟ้าและกล้องแล้ว ยังพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยกว่าอาจารย์จะไปที่หอ ก็เลย อ๊ะ เดินหาร้านการ์ตูนตามโพยที่ได้มาซักหน่อยละกัน เห็นอิ๊บบอกว่าจะหาโดจินชิสำหรับสาวๆที่หายากๆก็ต้องมาหาที่อาคิฮาบาระแหละเพราะมีตกหล่นอยู่ด้วยความที่แถวนี้เป็นดินแดนในฝันของโอตาคุหนุ่ม ในขณะที่อิเคะบุคุโระเป็นดินแดนในฝันของโอตาคุสาว ของสำหรับโอตาคุสาวเลยขายไม่ใคร่ออก ฮะๆๆ เดินไปเดินมาก็งงเล็กๆ เลยถามพนักงานแจกใบปลิวแถวนั้นว่า Toranoana อยู่ไหน ปรากฏว่ามันอยู่ข้างหลังเรานี่เอง (ตาถั่วจริงฉัน ^^;;)

โอ้ เจอแล้ว จะรอช้าอยู่ใย เดินเข้าไปซี่ ปรากฎว่าเดินเข้าไปปั๊บก็เจอโปสเตอร์ตัวการ์ตูนสาวน้อย สาวบึ้มติดอยู่ตามผนังของทางเดินบันได ปลอบใจตัวเองว่า น่าๆ มันคงมีโซนสำหรับผู้หญิงบ้างล่ะ ปรากฎว่าเดินแสกนทั้งสามชั้นอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินงุดๆออกมาด้วยความอับอาย มันมีแต่การ์ตูนสำหรับผู้ชาย สาวอกโตบึ้มๆทั้งนั้นเลยนี่หน่า =[]=;; เข้าไปเดินแล้วเหมือนตัวประหลาดเลย จะไม่ไปเหยียบอีกแล้วล่ะ T^T

พูดถึงประเด็นเรื่องทิชชู่นี่ ร้านค้าในญี่ปุ่นจะพึ่งพากลยุทธ์โฆษณาผ่านทิชชู่กันหลายเจ้าทีเดียว ยืนแจกกันตามถนนหนทางหรือหัวมุมถนนกันมากมาย เดินๆไปก็เจอคนแจกทิชชู่อีกละ ก็แหมแจกโบรชัวร์อย่างเดียวกับแจกทิชชู่ที่เป็นลายโฆษณาร้านค้านี่เทียบกันแล้วอย่างหลังก็ดูน่ารับมากขึ้นมาหน่อยใช่มั้ยล่ะ? กันกระหน่ำจริงๆนะ ดูเอาตามภาพข้างล่างละกัน มาญี่ปุ่นได้ 5 วัน ได้รับแจกทิชชู่ตามย่านการค้ามาประมาณนี้





ช่วงนี้เราเห็นคนแจกทิชชู่ปุ๊บเราก็เดินเฉียดเข้าไปใกล้ๆเลยล่ะ ประหยัดจ้าประหยัด แถมช่วยให้คนมีงานทำด้วยนะ (ได้ยินว่ามีเด็กนักเรียนไทยไปทำงานพิเศษแจกทิชชู่หรือแจกใบปลิวเหมือนกัน) สรุปว่าวันแรกๆเราไม่น่ารีบไปซื้อทิชชู่เลยสินะ
555 แต่ก็นะ คนเป็นภูมิแพ้อากาศแบบเรา ถ้าเป็นขึ้นมา คงใช้ทิชชู่พวกนี้เกลี้ยงภายในวันสองวันได้เลยอ่ะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็เป็นนิดหน่อยเท่านั้น ที่โล่งอกก็คือดูท่าเราจะไม่แพ้เกสรดอกไม้นะ เพราะเห็นฝ้ายบอกว่าถ้าจะเป็นก็เป็นไปแล้วล่ะ

วันนี้ หลังจากสื่อสารมั่วไปมั่วมากับพนักงานไปรษณีย์และพนักงานขายที่อาคิฮาบาระแล้ว ก็รู้สึกว่าเริ่มโง่ภาษาญี่ปุ่นน้อยลง ถึงจะมึนตึ้บตอนเข้าไปฟังคำอธิบายรูปวาดว่าใช้เทคนิคยังไง แรงบันดาลใจยังไงในแกลลอรี่ก็เถอะ แต่จะถือว่าเนื้อหามันยากเกินความเข้าใจของเราอยู่แล้วด้วยละกัน เรียนไปสักสองเดือนแล้วค่อยไปพิสูจน์ความรู้ที่นั่นใหม่ อาจจะเป็นความคิดที่ไม่เลวก็ได้นะ XP

ตอนเย็นกลับมาที่หอ อาจารย์ทสึนะมาช่วยดูเรื่องอินเตอร์เน็ต เอาการ์ด LAN ของที่โรงเรียนมาลงให้ สรุปว่าต่อติดไร้กังวลแล้วตอนนี้ ^^ เน็ตที่นี่แรงดีเหมือนกัน เคยลองโหลดอนิเม พุ่งขึ้นไปตั้ง 180kb แต่คงเพราะ Seed เยอะด้วยแหละตอนนั้น

พอฝ้ายเอาจดหมายลึกลับให้อาจารย์ดู ความจริงก็เปิดเผยว่าเป็นจดหมายถึงนักเรียนที่จบจากโรงเรียนไปแล้วนั่นเอง อาจารย์ทสึนะก็เลยขอรับเอาจดหมายฉบับนั้นไป (โธ่ ความตื่นเต้นหดหาย 555)

ตอนค่ำนั่งดูละครเกาหลี (มีคำบรรยายภาษาญี่ปุ่น) เรื่องนึงกับฝ้าย ตลกดี สงสัยจะได้ตามดูเรื่องนี้กันซะแล้ว XD

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อิอิ แอบแอดแฟบ

เรานะอยากไปยิปุ่นมากๆเรย
#1  by  ๏ คุณนายชมพู ๏ At 2006-04-07 11:33, 
:D ครึๆๆ ในที่สุดก็รู้ความจริง....นี่ถือเป็นการผจญภัยเล็กๆได้เลยนะนี่ เหอๆ

ถึงจะไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ก็อยากบอกเหมือนกันว่า....ตามเขาเข้าไปได้ยังไงน่ะ!!!! โฮกฮาก สถานที่แปลกๆในที่แปลกถิ่นแบบน้านนน โฮกฮาก

เหอๆ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้ว ดีแล้วที่รอดมาได้เพราะโง่ยุ่น (ก๊าก)

อ่ะแต่โดยรวมเราว่าคุณไม่โง่ยุ่นอย่างที่คิดนะ(ใครคิดวะ?) แบบ...สื่อสารระดับปกติธรรมดาได้โอเคเลยนิ ครึๆ นี่ขนาดเพิ่งไปแรกๆ ครึๆ

เหอๆ แต่ความคิดที่จะไปทดสอบภาษายุ่นที่แกลอรี่นั่นน่ะ ช่วยลากใครซักคนไปกันเหนียวหน่อยเหอะ คนยุ่นยิ่งเป็นพวกชักจูงคน(กึ่งๆบังคับ)เก่งอยู่แล้วด้วย โฮก

อร๊า....แต่แอบอิจฉา อยากไปขุดโดสาวน้อยมั่งจัง พวกนี้วาดสวยซะด้วย อั๊ง....

ตกลงนี่ตูรสนิยมยังไงกันแน่วะเนี่ย ฮาๆ

ปล.วันหลังถ้าเจอ wolf's rain กะ clamp school ก็ช่วยโหลดให้หน่อยนะ กี๊ซแฮ่...ยังไม่ได้ดูเลย XD
#2  by  เอส ♥ YS ! At 2006-04-07 15:54, 
คุณเพนน์รู้มั๊ยครับ ทำไมผมถึงตามอ่านเรื่องราวชีวิตที่ญี่ปุ่นของคุณ อิอิ

ทิชชูน่าจะมีแจกเยอะนะครับ เอาเดินโฉบๆ อย่างที่ว่าคงได้หลายห่อ

เน็ตเร็วปี๊ดขนาดนี้ อัพบล็อกสบายซินะครับ จะอ่านเรื่อยๆ ครับผม
#3  by  l2om At 2006-04-29 17:45, 

<< Home