2006/Apr/16


วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก นักเรียนเดินกันขวักไขว่เต็มโรงเรียนไปหมด สุดท้ายก็ยังไม่แน่ใจว่าเราได้อยู่ระดับขั้นกลางตอนปลายหรือขั้นสูงกันแน่ ดูเหมือนจะเป็นระดับกลางๆของคาบเรียนภาคเช้านะ

แต่หนังสือเรียนของสองคาบแรกซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นทั่วไปทำเอาประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่จากมันเลยหรอกนะ เพียงแต่ว่าถ้าเทียบกับตำราที่มูลนิธิญี่ปุ่นที่เคยเรียน เล่มนี้ดูจะง่ายไปถนัดใจ แต่เพิ่งบทแรกๆเอง หลังๆอาจยากขึ้นกว่านี้ ต้องพยายาม! ระดับนี้ก็โอเคล่ะน่า เราจะไม่ได้เครียดเกินไป สองคาบแรกนี้มีน้องคนไทยอีกคนเรียนอยู่ด้วยชื่อ จา ก็เลยนั่งติดกันน่ะนะ

แต่วิชาเลือกสองคาบหลัง ซึ่งก็คือ การฟังบทสนทนาในสถานการณ์จริง ทำเอาเครียด วันนี้เรียนเกี่ยวกับ 伝言 (Dengon: การฝากข้อความทางโทรศัพท์) ดูจากส่วนประกอบก็จะเห็นว่ามี 伝える(Tsutaeru: บอก) กับ 言う (Iu: พูด) อยู่ด้วย ก็คือการที่คนรับโทรศัพท์นำข้อความนั้นไปบอกกับคนที่ไม่อยู่รับสายนั่นเอง จำง่ายดี ^^ ว่าแต่คนญี่ปุ่นจะติดเทอร์โบกันไปถึงหน๊ายยย ฟังไม่ทันนนน =[]=;; เร็วมากๆ จับได้เป็นจุดๆเอง บทสนทนาอันไหนมีศัพท์ที่เราไม่รู้ยิ่งฟังไม่ออกไปกันใหญ่เลย เฮ้อ~ เครียด หวังว่าต่อไปคงจะดีขึ้นน่ะ =_=;;

ในคาบวิชาเลือก ได้เพื่อนใหม่คนหนึ่งเป็นชาวไต้หวัน เขาให้เรียกชื่อภาษาญี่ปุ่นของเขาซึ่งก็คือ ฮารุกะ (กลิ่นหอมที่ล่องลอยมาจากแดนไกล) ชื่อเพราะเชียว พอดีเขาเห็นเราแนะนำตัวในสองคาบแรกว่าเป็นคนไทย แล้วเขาชอบเมืองไทยมากอยู่ ไปเที่ยวมาแล้วถึง 3 ครั้ง เห็นว่าชอบทะเลน่ะนะ เลยจัดแจงแลกอีเมล์กับเบอร์โทรศัพท์ แล้วก็วันเกิดกันเรียบร้อย แถมเขาชวนไว้ด้วยว่าไว้เขาได้ที่พักเมื่อไหร่ (ตอนนี้พักโรงแรม) ไปเที่ยวเล่นที่ห้องก็ได้นะ หุๆ น่าจะได้เพื่อนไว้ฝึกภาษาญี่ปุ่นแล้ว 1 คนสินะ ^o^

=+=+=

ตอนกลางวันรีบเผ่นเอาแว่นไปให้ป่านตามที่นัดไว้ ตอนแรกวางแผนว่าไปถึงสถานี 大手町(โอเทะมะจิ) แล้วจะไม่ออกจากสถานีแต่จะใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรให้ป่านมารับที่ทางออกที่จะต้องสอดตั๋วแทน ปรากฎว่าราวกับเขารู้ทัน โทรศัพท์สาธารณะมันอยู่บริเวณที่ต้องสอดตั๋วออกไปก่อนถึงจะโทรได้ ToT เลยหันรีหันขวาง โอย เอาไงดี ใกล้หมดเวลาที่กำหนดแล้วด้วย เพราะป่านต้องรีบไปเรียนต่อเหมือนกัน หันหลังกลับไปเห็นเครื่องเพิ่มราคาตั๋ว เอาฟะ! ใส่ตั๋วเดือนเข้าไป เสียเพิ่มอีก 210 เยน ขณะง่วนๆหยิบสมุดที่จดเบอร์โทรป่านขึ้นมานั้นเอง ก็ได้ยินเสียงเรียกจากป่านด้านหลัง จ๊ากกก ห่างกันแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ไม่น่าใจเร็วด่วนได้เลยเรา ToT สรุปก็เอาแว่นให้ป่านเรียบร้อย พอขากลับตอนแวะ 戸越 (โทโกฉิ) เลยลองเอาตั๋วเดือนไปเสียบเครื่องปรับราคาตั๋วดู ไม่ค่ะ ไม่มีการคืนเงินแต่อย่างใด =w=;; สรุปว่าเครื่องปรับราคาตั๋วนี่เพิ่มได้อย่างเดียว เรียกเงินคืนไม่ได้นะเคอะ

=+=+=

ขากลับแวะโทโกฉิเพราะเสบียงอาหารเริ่มร่อยหรอ ยัยจอมหลงอย่างเราดันหาซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยไปมาแล้วสองครั้งไม่เจอ (อะไรเนี่ยยยย?) เลยไปลงเอยอยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กหน่อยแห่งหนึ่ง ปะเข้ากับขนมปังลดราคาพอดี 8 แผ่น (สไลซ์บางใกล้เคียงกับเมืองไทย) 103 เยน นับว่าถูกทีเดียวสำหรับที่นี่ (ไว้สิ้นเดือนจะลองมาสรุปค่าใช้จ่ายในการกินให้ดูเล่นๆ ถ้าไม่ลืม ^^)

พอตอนไปจ่ายเงิน คนขายก็ถามว่าต้องการถุงมั้ย? เราก็บอกว่าต้องการ เขาก็ชี้ไปที่ป้ายว่า ถุงราคา 1 เยนนะโอเคมั้ย? เราก็โอ้โอเค

จริงสินะ จริงๆก็เหมือนจะเคยอ่านบทความจากที่ไหนก็ไม่รู้ว่าซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กในญี่ปุ่นจะคิดราคาถุงก๊อปแก๊บ นัยว่าส่งเสริมให้คนซื้อนำถุงมาจากที่บ้านเองเพื่อประหยัดงบประมาณสำหรับถุง ไม่ก็เป็นการส่งเสริมนโยบายรีไซเคิลของญี่ปุ่นนี่ล่ะ ที่ผ่านมาเข้าแต่ร้านใหญ่ๆกับร้านร้อยเยนตลอด เลยไม่เคยเจอกรณีนี้ แต่ก็เป็นนโยบายที่ดีนะเราว่า ถุงที่หอก็เยอะแยะเลย เอาไว้ใส่ขยะมั่ง อะไรมั่ง วันไหนจะไปซูเปอร์มาร์เก็ตควรจะพกถุงไปหน่อยแล้ว ใช่ว่า 1 เยนนี่จะมากมายอะไร แต่ช่วยกันประหยัดทรัพยากรไว้ก็เป็นความคิดที่ดีมากๆ เมืองไทยน่าจะเอาตามอย่างจุดนี้นะ รักษาสิ่งแวดล้อมดี คงต้องปลูกจิตสำนึกกันก่อนสินะ แค่แยกขยะยังไม่ค่อยจะสำเร็จเลย ตอนอยู่เมืองไทยเราก็ไม่ได้แยกเหมือนกันแหละ ^^;;

=+=+=

ตอนกลางวัน ขี้เกียจทำอะไรให้มากความ เลยเอาราเม็งกึ่งสำเร็จรูปที่ซื้อมามาต้มกิน ราเม็งราคาห่อละ 68 เยน ถ้าซื้อหลายๆห่อก็จะลดลงมาอีกนิดหน่อย ทำแล้วได้มาเป็นชามนี้



++เปล่าค่ะ เนื้อหมู หัวไชเท้า ต้นหอม และไข่ไม่ได้มากับซอง แต่ต้องใส่เอาเอง ฮ่ะๆๆ ถึงอย่างนั้น ต้นทุนของชามนี้ก็ตกราวๆ 200 กว่าเยนเท่านั้น :)

กะน้ำพลาด น้ำเจิ่งนองเลย ถามว่ากินหมดมั้ย? กินไปได้ครึ่งทางก็รู้สึกอิ่มอืด แต่ก็กินจนหมดเพราะขี้เกียจเก็บเอาไว้ในตู้เย็น มันเกะกะ แต่เหลือน้ำนองเกือบครึ่งชามแน่ะ ^^;; รสชาติก็ไม่เลวทีเดียว อร่อยดี

รู้สึกมาอยู่ญี่ปุ่นนี่เราจะกินน้อยลงแฮะ หรือเพราะอากาศหนาวก็ไม่รู้ เหมือนได้จำศีล ฮ่ะๆๆ

=+=+=

ตกเย็น เมทคนเกาหลีที่แชร์ห้องกับเราก็กลับมาแล้ว เรากำลังนอนพักให้อาการหวัดดีขึ้นพอดี เลยได้ฤกษ์ตื่นขึ้นมานั่งทำงานต่อ เมทคนนี้ชื่อ โยนะ ดูท่าทางจะเป็นคนเอะอะมะเทิ่งพอใช้ เคยได้ยินมาว่าคนเกาหลีจะออกแนวโวยวายๆหน่อยอยู่หรอกได้ยินเสียงตึงตังก๊อกแก๊กตลอดเวลาเลยนะนี่ เรายิ่งเป็นพวกนิยมความสงบอยู่ด้วย=_=;;

จู่ๆก็รู้สึกเหงาขึ้นมายังไงไม่รู้แฮะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนมีอยู่ 3 คนตอนคนเกาหลียังไม่กลับมาก็รู้สึกสบายใจดีแท้ๆ อาจจะเพราะสภาพแวดล้อมใหม่ของจริงกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้มั้ง อย่างตอนเย็นๆ-กลางคืน ก็ไม่ได้นั่งดูทีวีกันกับฝ้ายเงียบๆสบายๆเหมือนอาทิตย์ก่อนแล้ว

เหนื่อยๆ+ใจสั่นยังไงไม่รู้แฮะ สงสัยเพราะไม่ค่อยสบายด้วยมั้ง หวัดยังไม่หายเลย สั่งน้ำมูกเกือบทั้งวัน แย่จริง แต่ก็ต้องพยายามต่อไป มากังวลกับเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่องนะเรา ต้องปรับตัวๆๆๆเอาหน่อยสิ การอยู่ร่วมกับคนอื่นก็ต้องแบบนี้แหละ ต้องไม่ลืมสินะว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร?

ต่อให้ที่นี่เป็น หรือว่าเราควรจะหา 彼氏 (Kareshi: แฟนผู้ชาย) ไว้ซักคนเนี่ย? 555 พูดเหมือนหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าเลย

วันเดียวกันแท้ๆ แต่กลับมีอารมณ์ต่างๆนานา เป็นคนอารมณ์แปรปรวนจริงหนอเรา

ต่อให้ที่นี่เป็นสวรรค์สำหรับคอการ์ตูนแค่ไหน ก็ไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านเราจริงๆนะ

ถ้าเรียนซักปีแล้วเกิดฟลุคสอบได้ระดับ 1 จะกลับซะเลยดีมั้ยน้า?

แต่พอได้นั่งคุยกันเล็กน้อยตอนเย็นๆก็โอเคขึ้นนะ เมทเกาหลีทั้งสองคนโดยทั่วไปแล้วก็เป็นคนไนซ์โอเคเลยล่ะ บอกแล้วว่าอารมณ์แปรปรวน

ทว่า พอเข้านอนตอนกลางคืน ก็ยังรู้สึกคิดถึงบ้านจับใจอยู่เหมือนเดิม

.. เมทห้องเดียวกันนอนดิ้นใช้ได้เลยล่ะ มันเลยกระเทือนมาถึงเราที่นอนอยู่ชั้นบน (เตียงห้องเราเป็นเตียงสองชั้นน่ะ) แต่พอเราผล็อยหลับไปแล้ว ก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกจนถึงเช้านั่นล่ะน้า~

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
กร๊ากกกกกกกก.......จะหาแควนเลยเหรอ ไม่ทันไรหวั่นไหวแล้วเหรอคุณเพนน์ ตอนนั้นเราแค่แซวเล่นนะ เอาจริงง่ะ

อะ...เข้าโหมดซีเรียส ในฐานะคนที่เคยเป็นมาเหมือนกัน ยังไงต้องระวังนะ เวลาเหงาๆน่ะ ต้องใจแข็งไว้ เพราะใจมันพาลจะหวั่นไหวง่ายไปหมด บางทีเราอาจะตัดสินใจอะไรโดยไม่ได้ทบทวนให้ดี หรือทำอะไรไปโดยไม่ยั้งคิด เพราะความเหงาเป็นเหตุ (ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะคุณเพนน์ เรารวมถึงเรื่องการใช้จ่ายและเรื่องอื่นๆ เช่นพวกโรคซึมเศร้าด้วย ตอนนั้นที่เราเหงาๆก็เคยหมดเงินไปกะซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็คาสิโนอย่างไม่จำเป็นถึง 400 เหรียญใน 2 วันมาแล้ว คิดดูแล้วไม่คุ้มเลย - -) ถ้าเหงาๆเครียดๆ ต้องหาทางระบายมั่ง รึไม่ก็ผ่อนคลาย บางทีฟังเพลงแล้วลองไปเดินดูวิวสวยๆในสวนสาธารณะก็ดีเหมือนกัน เราเคยขึ้นไปบนเนินเขาทำดราม่าตอนพระอาทิตย์ตกมาที 555 แต่ถ้ากลัวว่าไปนั่งชมวิวมันจะยิ่งทำให้เพ้อก็นี่เลย พกเงินให้พอแค่ค่ารถนิดหน่อย แล้วไปเดินห้าง รึเกมเซ็นเตอร์ดูชาวบ้านเขาเล่นเกม ช่วยได้เหมือนกัน (แต่เราชอบเล่นเองเลยเสียเงิน - -) รึท่าอยากระบาย (แต่ที่โตเกียวคนมันเยอะอาจทำได้ยากหน่อย) จำได้ไหมที่เราเคยเล่าให้ฟังว่าไปกรี๊ดบนสะพานใกล้ทางด่วนตอนกลางคืนว่า "อยากกลับบ้านโว๊ยยยยยยยย~" ช่วงที่ทำ thesis อยู่คนเดียวแล้วเครียดจัดๆ ก็ช่วยได้นิดหน่อย

ที่ไหนก็ไม่ดีเหมือนบ้านเราแหละนะ แต่ไงก็พยายามเข้า 2 ปี ไม่นานหรอกคุณ สู้ๆ
#1  by  craze~ At 2006-04-17 21:34, 
วันนี้ขอตามอ่านแค่วันนี้ก่อนนะครับ แล้วพรุ่งนี้จะมาตามที่เหลือให้หมด อ่านเมามันมากเลย แต่ต้องไปธุระ

ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆ ครับ

พรุ่งนี้กวาดเรียบบบบบ
#2  by  l2om At 2006-04-29 18:00, 
#3  by   (222.123.65.108) At 2007-01-12 21:47, 
#4  by   (222.123.65.108) At 2007-01-12 21:47, 

<< Home