2006/Sep/22



ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า เราตัดสินใจว่าจะเริ่มอัพเอนทรี่ของเหตุการณ์ปัจจุบันแล้ว เพราะขืนมัวไล่ตามอัพเอนทรี่ของเก่าๆ เราคงหมดกำลังใจพยายามไล่อัพให้ทันปัจจุบันแล้วก็ไม่ต้องอัพเดทข่าวคราวสารทุกข์สุขดิบให้เพื่อนๆรู้กันพอดี ส่วนเอนทรี่เก่าๆจะทยอยๆอัพเมื่อมีเวลา อย่างที่บอกคือเขียนเอาไว้แล้ว แต่บางเอนทรี่ยังเขียนรายละเอียดไม่เสร็จดี รูปก็ยังไม่ได้ย่อ บางอารมณ์ก็ดองไว้จนเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ประจวบเหมาะกับว่าดันเซฟทับไฟล์ไดอารี่เดือนสิงหาคมทั้งเดือน ช็อคอ้าปากค้างไปเลย เดี๋ยวเลยต้องนั่งเขียนสรุปเรื่องราวรวบยอดของเดือนสิงหาคมทั้งเดือนแทน
=[]=;;

ด้วยเหตุฉะนั้น วันนี้เลยจะอัพเหตุการณ์ของวันนี้ล่ะนะ หุๆ

=+=+=

วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างจะดีวันหนึ่งทีเดียว อากาศช่วงนี้กำลังเย็นสบาย ชวนให้สบายใจ เย็นๆ ชื้นนิดๆ ลมพัดกำลังดี อากาศแบบที่ชอบเลยล่ะ ในวันแบบนี้ถ้าสบายใจก็จะสบายใจเอามากๆ แต่ถ้ามีเรื่องให้เฟลมันก็หดหู่สุดๆเหมือนกัน แต่เพราะวันนี้มีแต่เรื่องดีๆล่ะนะ ก็เลยสบายใจไทยแลนโดะ

อย่างแรกคือ วันนี้เรียนเป็นวันสุดท้ายของเทอมที่ 2 แล้วล่ะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปก็ปิดเทอมเกือบสามอาทิตย์ ถึงจะต้องเข้าไบต์เพียบ แต่ก็ไม่ต้องไปเรียนล่ะนะ ได้ทำนั่นทำนี่ตามสบาย หุๆๆ

อย่างที่สองคือ มีเรื่องเหลือเชื่ออีกแล้ว นั่นก็คือ เรื่องคะแนนสอบใหญ่ครั้งที่ 3 หลังจากที่เฟลกับคะแนนสอบใหญ่ครั้งแรกที่ตกค่าเฉลี่ยไป 2 คะแนน เฉยเมยกับสอบใหญ่ครั้งที่สองเพราะเลยค่าเฉลี่ยมาแค่ 2 คะแนน แล้วก็เฟลกับการสอบเลื่อนชั้นที่ตกค่าเฉลี่ยไป 0.6 คะแนน มาครั้งนี้ยัยเพนน์ฟลุคมหาศาล ตอนได้ข้อสอบคืน เตรียมใจไว้แล้วว่าเห่ยแน่ๆ แต่ผลออกมาคือ ท็อปห้องค่ะ =[]=;; ได้ 88 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของห้องต่ำจนน่าตกใจคือ 69 คะแนน (ทำไมตอนฉันตกค่าเฉลี่ยนี่ ค่าเฉลี่ยมันไม่ต่ำแบบนี้บ้างฟะ? >_<!!)

ทำให้รู้สึกว่ามันขึ้นกับอาจารย์คนตรวจด้วยรึเปล่านะ คือในแต่ละเทอมจะมีอาจารย์ผลัดกันมาสอนในแต่ละอาทิตย์ทั้งหมดสามคน อาจจะเพราะวิธีการตอบข้อสอบของเราเข้าแก๊บกับอาจารย์โองุระก็ได้ล่ะมั้งเนี่ย โฮค่อนโล่งใจขึ้นหน่อย เพราะตอนแรกคิดว่าจะต้องให้ที่บ้านเห็นคะแนนสอบรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยซะแล้ว ถึงที่บ้านจะไม่ว่าอะไรก็เถอะนะเพราะตัวเลขคะแนนเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับคะแนนเต็มมันก็ออกมาใช้ได้อ่ะ ส่วนใหญ่ก็จะ 70-80% อัพ แต่เราเฟลตัวเองง่ะ ทำไมคนในห้องมันเก่งอย่างนี้~ แต่มาครั้งนี้ ค่อยยังชั่ว~TwT

วันนี้อาจารย์โองุระให้คุยกันเรื่องคำถามที่ในบทเรียนถามตามที่คาด บทเรียนที่กำลังเรียนอยู่นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ (ユモア: Yumoa) ซึ่งจริงในภาษาอังกฤษ(หรือจริงๆคือภาษาฝรั่งเศสหว่า?) คือ Humor แล้วในบทเรียนก็พูดเกี่ยวกับว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเหมาะสมและถูกกาลเทศะ อย่างเช่น เวลาเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ก็ให้ใช้อารมณ์ขันเข้าคลี่คลายสถานการณ์ที่ว่าเข้าไว้ ในหนังสือเขายกตัวอย่างเกี่ยวกับร้านอาหาร

นั่นก็คือว่า มีการ์ตูนสี่ช่องเรื่องหนึ่ง ตอนแรกพนักงานเสิร์ฟสาวฝรั่งในร้าอาหารที่ญี่ปุ่นเข้าไปเสิร์ฟอาหารลูกค้าแล้วพูดว่า

カルボナーラになります。
Kaboanaara ni narimasu.
สปาเก็ตตี้คาโบนาร่าได้แล้วค่ะ

ซึ่งเป็นคำพูดตามคู่มือของพนักงานเสิร์ฟทั่วไป ฟังคำแปลภาษาไทยก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต้องดูที่ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นถึงจะเห็นว่ามันแปลก นั่นก็คือ Naru แปลว่า กลายเป็น รูป Narimasu เป็นรูปปัจจุบัน ถ้าแปลตรงตัวคือ เดี๋ยวอาหารจะกลายเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าแล้วนะคะ นั่นเอง

มันเป็นแพทเทิร์นคำพูดแบบสุภ๊าพสุภาพของพนักงานเสิร์ฟนั่นแหละ ลูกค้าในการ์ตูนช่องก็จู้จี้จุกจิกงี่เง่าๆ เลยตอกกลับไปว่า
อ้าว ก็นี่มันก็เป็นคาโบนาร่าแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าเดี๋ยวมันถึงค่อยจะกลายเป็นคาโบนาร่าหรือไง พนักงานเสิร์ฟเลยกลุ้มจิต พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่เดินคอตกกลับไปด้วยความลำบากใจ ก็เพราะถึงจะรู้ว่าตามหลักภาษามันแปลกก็จริงก็ตาม แต่ก็เป็นคำพูดที่ทุกคนใช้พูดกันในร้านอาหารตามปกติ เลยไม่รู้จะว่าไง ส่วนเท็นโจว (ผู้จัดการร้าน) ก็พึมพำว่า ท่าทางจะต้องทำคู่มือใหม่สำหรับลูกค้าแบบนี้แล้วมั้ง เหมือนเป็นการล้อเลียนหน่อยๆว่า ทุกอย่างต้องมีคู่มือรองรับงั้นเหรอ ทำไมไม่ปรับตัวตามสถานการณ์แทนล่ะ ทำนองนั้น

ทีนี้อาจารย์เลยแจกคำถามให้คิดกันเล่นๆ แล้วคุยกันในกลุ่มว่า ถ้านักเรียนเจอสถานการณ์แบบนั้น จะพูดหรือทำยังไง อย่างเช่นเจอสถานการณ์อย่างในการ์ตูนสี่ช่องนั้นจะทำยังไง หรือถ้าลูกค้าเรียกไปดูว่าในซุปมีแมลงอยู่แล้วโมโหใส่ว่า เป็นร้านอาหารสามดาวแท้ๆแต่เอาอาหารแบบนี้มาให้ลูกค้ากินเหรอ!? จะทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่า เออไอ้นี่มันพูดจาตลกด คราวหน้าจะมาอุดหนุนอีก อะไรทำนองนี้

ก่อนมาเรียนวันนี้ก็คิดอยู่แล้วว่าอาจารย์ต้องให้คุยกันเรื่องนี้แน่ กลุ้มจะตายเพราะเราเป็นคนไม่มีทักษะในการคิดเรื่องตลกขบขันเท่าไหร่ เพราะดิฮั้นเป็นคนติดจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ คิดแต่ว่ากรณีนี้ก็ได้แต่ขอโทษแล้วแก้ไขสถานการณ์ให้ลูกค้านี่นา แต่พอไปเริ่มจับกลุ่มแล้ว ไอเดียบ้าๆมันก็โผล่มาแฮะ แต่มันเป็นไอเดียที่คิดเล่นๆ ถึงเวลาทำจริง ให้ตายก็ทำไม่ได้อยู่แล้วนั่นแหละ ^^;;

ตอนอาจารย์เดินมาที่กลุ่ม อาจารย์ก็ถามๆ ให้แต่ละคนพูด เสร็จแล้วอาจารย์ก็บอกให้เราลองพูดความคิดของเราดู คำถามเรื่องที่ว่ามีแมลงอยู่ในซุปลูกค้าแล้วจะพูดยังไง เราก็เลยตอบตามที่เราคิดไว้ว่า

もう、ポチくん! どうしてここにいるの!?お客様の料理を食べてはいけないト言ったのに!申し訳ございません。換えてきます。
Mou, Pochi-kun! Doushite koko ni iru no!? Okyaku-sama no ryouri wo tabeteha ikenai ittanoni! Moushiwakegozaimasen. Kaetekimasu.
โธ่เอ๊ย โปจิคุง! ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ!? ก็บอกแล้วแท้ๆว่าห้ามไปกินอาหารของลูกค้า! ขอประทานโทษค่ะ จะไปเปลี่ยนมาให้ใหม่นะคะ

นั่นก็คือแกล้งทำเป็นว่าแมลงที่ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของเราแล้วแกล้งดุว่ามันนั่นเอง จริงๆได้ไอเดียมาจากที่รุ่นพี่โมริตอบรุ่นพี่ฮันนี่ว่า ไม่ว่ายังไงคุณกระต่ายก็อยากดื่มชาให้ได้น่ะ ตอนคนอื่นทำคุณกระต่ายของรุ่นพี่ฮันนี่เลอะชา ในเรื่อง Ouran High School Host Club

ปรากฏว่าอาจารย์เก็ตมุขแฮะ ขำใหญ่เลย แล้วชมว่าไอเดียแจ่ม แล้วพออาจารย์เห็นเราเขียนคำถามข้อการ์ตูนสี่ช่องแล้วด้วย ก็เลยให้ลองบอกดู เลยตอบว่า

私たちはお客様のために料理を提供しているので、カボルナーラは本物のカボアナーラになる時はお客様がお召し上がる時でございます。
Watashi-tachi ha okyaku-sama no tame ni ryouri wo teikyoushiteirunode, kaboanaara ha honmono no kaboanaara ni naru toki ha okyaku-sama ga o-meshiagaru toki degozaimasu.
เนื่องจากร้านเราบริการอาหารเพื่อลูกค้า สปาเก็ตตี้คาโบนาร่านั้นจะกลายเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อลูกค้าได้รับประทานมันแล้วน่ะค่ะ

เพื่อจะบอกว่า ตอนนี้ที่ยังไม่เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า แต่กำลังจะเป็น ก็ด้วยเหตุนี้นั่นเอง รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่สุดแสนจะเชลียร์ลูกค้าชอบกล ^^;;

แต่ปรากฏว่าอาจารย์ขำอีกแล้ว อาจารย์ชอบใจแฮะ ตอนหลังเลยให้กลุ่มเราพูดไอเดียบอกเพื่อนๆในห้องเสียเยอะเลยเพราะบอกกลุ่มเราไอเดียมันส์สุด 555 ไม่ยักรู้ว่าอาจารย์จะเห็นว่าคำตอบเรามันดูมีอารมณ์ขันนะเนี่ย ทั้งนี้ทั้งนั้น รู้สึกว่าต้องยกความดีความชอบให้กับการ์ตูนทั้งนั้น เพราะรู้สึกว่าไอเดียบ้าๆทั้งหลายแหล่มันเกิดขึ้นได้เพราะอ่านและดูการ์ตูนเนี่ยแหละ นึกภาพตัวเองเป็นตัวละครบ้าๆเว่อร์ๆในเรื่อง ก็จะได้คำพูดเง็งๆแบบนี้ออกมานะฮ้า~

=+=+=

จะว่าไปแล้ว ข่าวเมืองไทยก็ดังไม่เบาเหมือนกันนะ ตอนแรกคิดอยู่แล้วว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คงไม่รู้เรื่องข่าวรัฐประหารในประเทศไทยหรอก ซึ่งคงไม่ต่างอะไรจากการที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแถบละตินอเมริกาหรืออัฟริกามานัก ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆแหละ เพื่อนร่วมงานกับ Manager ที่ที่ทำงานพิเศษไม่มีใครถามเราเรื่องนี้ซักคน แต่ก็ยังเห็นมีคนญี่ปุ่นบางคนรู้อยู่นะ อย่างอาจารย์ชิมิซึที่สอนวิชาอ่านนิยายเรื่องสั้น แกก็ถามถึงอยู่ แล้วพอมาวันนี้ เพื่อนคนเกาหลีชื่อ จางเฮียว มั้ง ชื่อคนเกาหลีฟังให้เป๊ะยากมาก แต่ฟังเวลาอาจารย์เรียกชื่อเขาได้ว่างั้น เขาก็ถามถึงเหมือนกัน แล้วพอเจอฮารุกะตอนไปเรียนวิชาเลือก ฮารุกะก็ถามเหมือนกัน

จุดที่เชื่อมโยงต่อกันก็คือ ไม่ว่าเราจะยืนยันแค่ไหนว่าสถานการณ์ตอนนี้ปลอดภัย ไม่มีการต่อสู้อะไรเกิดขึ้น แถมคนยังไปยืนถ่ายรูปกับทหารกับรถถังเสียด้วยซ้ำ ก็ดูไม่มีใครจะเชื่อเราเต็มร้อยซักคนว่าตอนนี้มันไม่มีอะไร เศรษฐกิจก็ไม่ได้ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย หุ้นไม่ได้ร่วงกราวรูด ค่าเงินเราก็ไม่ได้ตกกราวรูด ค่อนข้างเสถียร แถมพอต่างชาติเห็นว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไอ้พวกดัชนีต่างๆก็กลับขึ้นมาด้วยซ้ำ เราก็แอบขำ+กลุ้มนิดๆว่าจะอธิบายยังไงให้เขาเชื่อกันดี รัฐประหารในสายตาคนทั่วไปก็คงต้องมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องสินะ เขาคงแปลกใจกันเหมือนกันว่าเมืองไทยมาแปลกจริงแท้

นั่งคุยๆกับฝ้ายว่า อเมริกา ยูเอ็น และยุโรป อยากพูดอะไรก็พูดไป คนไทยยังยินดีกับรัฐประหารครั้งนี้เสียอย่างและก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น ฉะนั้น อย่ายื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องภายในประเทศฉันหน่อยเลย จะว่าเป็น Humanitarian Intervention หรือการแทรกแซงด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมหรือก็ไม่ใช่นะค้า~ XP

=+=+=

คำพูดที่ว่า การเรียนภาษาในประเทศเจ้าของภาษาจะเครื่องติดเมื่อครึ่งปีผ่านไป เขาเลยบอกว่า ไปเรียนภาษาแค่ครึ่งปีไม่มีประโยชน์หรอก เพราะพอเครื่องติดก็ดันต้องกลับเสียแล้ว ตอนนี้รู้สึกกับตัวเลยว่า คำพูดนั้นมันจริงเอามากๆ

ก่อนหน้านี้นั่งกลุ้มกับพัฒนาการเชื่องช้าของตัวเอง จริงๆเพิ่งเฟลเรื่องความสามารถตัวเองไปเมื่อไม่นานนี้เองแท้ๆ แต่ช่วงนี้ซึ่งกำลังจะครบครึ่งปีของการมาเรียนที่นี่พอดี กลับรู้สึกไฟติดซะงั้น จู่ๆก็รู้สึกว่าพูดจาสื่อสารกับคนญี่ปุ่นรู้เรื่องขึ้นกว่าเดิมเยอะ อ่านหนังสือก็เปิดดิคน้อยลง เจอศัพท์ที่ไม่เคยรู้ บางทีก็เดาได้จากตัวคันจิ เริ่มคิดคำพูดที่จะพูดและเนื้อหาที่จะเขียนได้เร็วขึ้น จริงๆก็ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาแหละ แต่เริ่มรู้สึกเครื่องติด และมีกำลังจะเรียนรู้อะไรอีกมากมายต่อไปข้างหน้าแล้วล่ะ ^_^

=+=+=

อยากไปเที่ยวเกียวโต ชมใบไม้เปลี่ยนสีเดือนพฤศจิกายนจังเลย คุยๆกับน้องป่านว่าอยากไปกัน แต่เห็นเพื่อนที่จะไปเที่ยวกับยาหยีบอกว่าโรงแรมในเกียวโตเต็มเอี๊ยดเลยตอนนี้จนเขาต้องไปพักโรงแรมในโอซาก้าแล้วค่อยนั่งรถไปเที่ยวในเกียวโตแทน แง้~ อยากไปเที่ยว เดี๋ยวไปนั่งหาข้อมูลโรงแรมเสียหน่อยดีกว่า อาจจะพอมีหลงเหลือยังไม่เต็มก็ได้ เฮ้อ~ แต่สงสัยลำบาก ก็ฤดูใบไม้ร่วงมันช่วงพีคของเกียวโตเลยนี่นะ ซิกๆ ถ้าเกิดอดไปปีนี้ วางแผนระยะยาวไปปีหน้าก็ได้ แต่ตอนนั้นจะมีคนไปด้วยมั้ยเนี่ย? T_T

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เพิ่งมาบลอคนี้ครั้งแรก ฝากตัวด้วยนะค่ะ *โค้งๆ*

พูดถึงเรื่องภาษาตอนนี้เรียนมหาลัยอินเตอร์ที่ไทยอยู่ทีนึงตอนแรกเข้าไปโง่เรื่องภาษามาก เข้าขึ้นสุดๆ พอได้ซักปีก็เริ่มชิน อาจจะเพราะการที่เราชินกับสภาพแวดล้อมทำให้อะไรทุกอย่างมันง่ายขึ้น ไม่กลังไม่หวาดระแวงเพราะเริ่มชินถิ่น ประมาณนั้นเน๊าะ *ยิ้ม*

เรียนญี่ปุ่นเหมือนกันละเฟลอ่ะ เรียนแล้วไม่รู้เรื่อง ดรอปไป 1 ปีเต็มๆตอนนี้คงกลับไปเรียนต่อแล้วละ *ยิ้ม*

ขอให้ได้ไปเที่ยวอย่างที่คาดไว้นะคะ
#1  by  【零-blUeFaKe-】 At 2006-09-22 17:31, 
คุณ....อย่าลืมแผนการทริปนิกโก้ของเรานะเคอะ ยังไม่ได้ไปเกียวโตก็ไปนิกโก้แก้ขัดก่อนก็ได้ สวยงาม + เป็นมรดกโลกเหมือนกัน แล้วออนเซ็นละคะ ตกลงจะแช่ไหม เหอๆๆๆๆ

โอ้ย...อยากให้มาถึงวันไปเร็วๆ เบื่อทำงาน แต่ตอนนี้ขอลุ้นก่อนว่าตั๋วเที่ยวกลับจะได้รึไม่ ยังอยู่ waiting list อยู่เลย

ปล. ส่วนเรื่องรัฐประหาร 555 ขอโทที่ทำให้ตกใจนะตอนนั้น แบบว่าร้อนใจเลยโทรไปทำคุณเพนน์ขวัญแขวนเอาซะงั้น แต่อย่างว่าตอนนี้สถานการณ์ปกติ เมื่อวานเราไปมวกเหล็กมา ตอนเดินทางผ่านถนนเส้นออกต่างจังหวัดเจอรถถังตั้ง 3 คัน กำลังเซอร์วิสให้เด็กๆถ่ายรูปอยู่ ทหารน่ารักดี มีคนเอาอาหารกับขนมไปให้ตั้งเยอะ ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในช่วงกฏอัยการศึก
#2  by  craze~ At 2006-09-24 22:44, 
55555อ่านแล้วขำอย่างร้ายกาจ
สุดยอดมากเลยนะ
มุขที่ทำให้อาจารย์ขำได้เนี้ย
แจ๋มมาค้า
#3  by  Miyuki At 2006-09-25 14:31, 

<< Home