Turbulence-called-life


หึๆๆๆๆๆ

ผ่านแล้ว

มวะฮ่ะๆๆๆ อะเหอๆๆๆๆ เคี้ยกๆๆๆ

*เริ่มหัวเราะเหมือนคนบ้าขึ้นทุกที ^^;;*

เรื่องของเรื่องมันก็แค่ว่าสอบ oral วิทยานิพนธ์ผ่านแล้วล่ะ!! >_<

โอ๊ยยยยย ดีใจเป็นล้นพ้นนนนนน!! >w<

จบสิ้นกันซะที

ช่วงเวลาแห่งความกดดันและการรู้สึกเกลียดและรำคาญตัวเองที่ไร้ความสามารถและท้อแท้บ่อยๆ
ช่วงเวลาแห่งความเคร่งเครียดที่ทำเอาหน้าแก่ขึ้นอีกสิบปี
ช่วงเวลาที่คำว่า วิทยานิพนธ์ คอยค้ำคออยู่ทุกวัน
ช่วงเวลาที่โดนถามด้วยคำถามที่ไม่อยากได้ยินแต่หันไปทางไหนก็จำต้องเจอะเป็นประจำว่า วิทยานิพนธ์ถึงไหนแล้ว? ใกล้จบรึยัง? แล้วก็ต้องตอบว่า ยัง ก็ไปได้พอสมควรแล้ว ไม่รู้
ช่วงเวลาที่อยากเที่ยวเล่นก็ต้องอดกลั้นเอาไว้เพราะต้องเสียดายเวลาและรู้สึกผิดทีหลังเป็นแน่แท้
ช่วงเวลาที่ตบะแตกออกไปเที่ยวเล่นบ้างแต่ต้องคอยเกรงใจพ่อแม่เพราะดันออกไปเที่ยวทั้งที่งานยังไม่เสร็จ
ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของชีวิตว่าจะเอาไงกับมันดีล่ะนี่? จะจบมั้ย? จะทำต่อมั้ย? จะเลิกดีมั้ย?

มันจบลงแล้ววววว T^T

เราจะได้ตอบคำถามอย่างภาคภูมิว่าสอบดีเฟนด์วิทยานิพนธ์ผ่านแล้ว~ ถึงจะไม่ใช่ผลงานที่ดีนัก แต่แค่ดีเฟนด์ผ่านก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว~TT^TT

แต่ก็
ยังสั่งลาโดยสมบูรณ์ไม่ได้ซักทีเดียวหรอกนะแป่ว~

จริงๆคือต้องปรับแก้เพิ่มเติมอะไรอีกนิดหน่อย แต่ก็แค่ราวๆ 5-10% ของทั้งเล่ม เพราะงั้นตอนนี้ก็ดีใจได้แล้วใช่ไหม? อย่างน้อยคณะกรรมการก็เซ็นผ่านให้แล้ว อั๊งงงง แก้อีกหน่อย คุยกับอาจารย์อีกนิด จัดฟอร์แมทอีกจิ๊ด ส่งตัวเล่มพร้อม CD ก็เป็นอันเสร็จกระบวนการ ความเครียดหดหายไปเยอะแล้ว XD

ต่อให้ยังเหลืองานแปลที่ต้องทำอีกพอสมควร ก็ไม่มีอะไรทำให้หนักใจได้เท่ากับวิทยานิพนธ์แล้วล่ะ อย่างน้อยงานแปลก็เป็นงานที่เราชอบนี่นะ XD

นับถอยหลังวันจะได้ไปเหยียบแดนปลาดิบแล้วเอย~ นัดป่านกับคิระไปเที่ยวไว้เรียบร้อยแล้ว อิ๊อั๊ง~ XD


Im torn between 45 elective courses. TwT

เท้าความก่อนดีกว่า ช่วงนี้รู้สึกว่าชีวิตจะมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแฮะ

เรื่องแรกอาจจะเพราะว่าในที่สุดก็ได้ยื่นสอบวิทยานิพนธ์ไปเรียบร้อยแล้ว เลยสบายอกสบายใจขึ้นได้อักโข การเดินเรื่องไปเรียนต่อก็เป็นไปด้วยความราบรื่นดี อาจารย์ที่ปรึกษาก็ช่วยเรื่องวิทยานิพนธ์เต็มที่ รู้สึกว่าบรรยากาศขมุกขมัวก่อนหน้านี้เริ่มใสกระจ่างขึ้นน่ะ

เรื่องที่สองก็คือวันปฐมนิเทศมีจับสลากชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไปกลับ open 1 ปีกับดิคชันนารีไฟฟ้าที่เจเอ็ดน่ะ เขาใช้วิธีให้แต่ละคนจับสลากทีละคน แต่ต่างจากปกติตรงที่ว่าคนที่โดนจับชื่อออกมาจะหมดสิทธิได้รางวัลน่ะ เท่ากับว่าต้องจับสลากกันไปจนเหลือชื่อสุดท้ายซึ่งจะกลายเป็นผู้โชคดีนั่นแล เราก็ลุ้นระทึกมากเพราะชื่อเรายังไม่ถูกจับออกไปซักที แล้วเป็นอะไรก็ไม่รู้ ที่พอคนแถวแรกจับกันไปหมด มันมีความรู้สึกประหลาดว่าช่วงนี้เราค่อนข้างดวงขึ้นน่ะ สังหรณ์อย่างน้อยน่าจะเหลือรอดไปถึงคนท้ายๆ ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลยนะ จนเหลือสองชื่อสุดท้ายนั่นแหละ ลุ้นระทึกมากๆ สุดท้ายก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ไป ตอนแรกนึกว่าเขาจะให้ดิคชันนารีคนที่สองเสียอีก แป่วปรากฏว่าเขาจับสลากเอาตามวิธีปกติอีกทีแฮะ เสียดายชะมัด ชวดหมดเลย เกือบโชคดีได้ตั๋วเครื่องบินฟรีแล้วเชียว แต่ถึงจะไม่โชคดีจนถึงที่สุด เราก็รู้สึกว่าโชคชะตาเราดูท่าจะอยู่ขาขึ้นแฮะ ปกติเราก็ไม่ได้โชคดีเรื่องจับสลาก แต่คราวนี้เรียกว่าได้เป็นอันดับ 2 จากราวๆ 50 คนเชียวนะ 555

เรื่องที่สามก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อเอนทรี่นี้ล่ะ วันไปขอวีซ่าเจ้าหน้าที่เจเอ็ดที่ไปด้วยมากระซิบบอกว่า อาจารย์ที่โรงเรียนสอนภาษาบอกให้เราเลือกวิชาเลือกได้สามวิชาเพราะจะไปเรียนขั้นกลาง (เลยได้รู้ว่าจะได้ไปเรียนขั้นกลางหรอกเหรอนี่) วันปฐมนิเทศ เจ้าหน้าที่เขาเอาตารางเรียนวิชาเลือกมาให้ดู โอ้ มายคิทแค็ท!!! มันมีวิชาเลือก 45 ตัวค่ะ จอร์จี้!! แฮปปี้ดี๊ด๊าสุดๆ วิชาน่าเรียนเต็มไปหมด เลยรู้สึกว่าโชคดีชะมัดที่เลือกโรงเรียนนี้ ตอนแรกที่เลือกก็ถูกใจตรงวิชาเลือกหลากหลายนี่ล่ะ แถมดูจะเพิ่มวิชาเลือกใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆด้วย

แต่เรื่องที่แสนจะทุกข์ทรมานที่สุดก็คือการตัดวิชาเลือกให้เหลือแค่ 3 วิชาเนี่ยสิ ก็มันน่าเรียนไปหมดเลยน่ะ ตัดใจลำบากมากๆเลยนะ การออกเสียงก็อยากเรียน ภาษาญี่ปุ่นสำหรับทำงานพิเศษก็อยากเรียน เรียนภาษาญี่ปุ่นจากหนังก็อยากเรียน การค้นคว้าอนิเมก็อยากเรียน คันจิก็อยากเรียน เรียนภาษาญี่ปุ่นจากละครก็อยากเรียน อ่านนิยายโรแมนซ์ก็อยากเรียน แต่แจ่มจันทร์สุดคือวิชาที่เพิ่มเข้ามาใหม่สดๆร้อนๆเทอมนี้คือ มุ่งสู่การเป็นนักพากย์การ์ตูนญี่ปุ่นกันเถอะ โอ้มายกูลิโกะ ป๊อกกี้!! เกิดมาไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวิชาเฉกเช่นนี้ให้เรียนในโรงเรียนสอนภาษา!! *o* เราน่ะใจอ่อนยวบสุดๆ ก็เราน่ะเคยฝันอยากเป็นนักพากย์การ์ตูนหรือหนังมาก่อนนะ ตอนเด็กๆชอบหยิบหนังสือการ์ตูนมานั่งพากย์เล่นสนุกสนาน โตแล้วก็ยังเล่นบ้างเป็นระยะเวลาไม่มีคนอยู่บ้าน (ฮา) เจอวิชานี้เข้าเหมือนได้เจอคนรักที่พลัดพรากจากกันไปนาน (เริ่มเว่อร์ ก๊าก) แต่กำลังลังเลใจอยู่ล่ะ เพราะเราอยากเรียนการออกเสียงให้สำเนียงดีกว่านี้ก่อนจะลงวิชานี้เนี่ยสิ ใจจริงอยากจะเก็บไว้ลงเทอมหน้า แต่ก็ไม่รู้เทอมหน้าจะมีเปิดวิชานี้อีกรึเปล่าเนี่ยสิ ทำไงดีๆๆ? ลงดีมั้ย อยากเรียนมากๆ ไม่อยากพลาดโอกาสไปเลย ถึงสำเนียงเราจะยังเห่ย ก็ลงวิชาการออกเสียงกับการพากย์อนิเมไปควบคู่กัน อาจจะถือว่าได้ฝึกสองต่อก็ได้มั้ง เอาไงดีเนี่ย วิชาการพากย์ก็สอนวันเดียวกับคันจิด้วยสิแต่คันจิ ถ้าขยันๆหน่อยก็พอถูไถได้บ้างมั้ง โอย เหลือเวลาตัดสินใจอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงแล้ว ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่วันนี้ TwT

เรื่องขอวีซ่า ก็ดูจะไม่มีปัญหา นัดฟังผลวันอังคารนี้ วันขอถูกถามนิดๆหน่อยๆว่า ไปญี่ปุ่นครั้งแรกรึเปล่า? จบจากธรรมศาสตร์มาเหรอ? ประมาณนั้นเอง ไม่น่ามีปัญหาหรอก ต้องไปได้สวยน่า! *กำหมัด*

สรุปว่า พอเรื่องดีๆและสนุกสนานหลายเรื่องเกิดติดๆกันช่วงนี้ เลยรู้สึกดีจังเลยว่าชีวิตเราคงจะสดใสขึ้นนับจากนี้ไปกระมัง ขอให้ชีวิตดียิ่งขึ้นๆไปอีกกว่านี้ละกันนะ โดยเฉพาะช่วงสองปีต่อจากนี้ไป

Gambarimasu~!


Im shivering right now yet I cant stop working.



I want to lie down for half an hour but am afraid the alarm clock wont be able to wake me up.

I have around 7 hours left to finish translating another 3 files as well as writing the abstract and the conclusion chapter.

Way to go with my life.


Im damn sleepy. @_@