2006/Sep/01


เมื่อวานเพิ่งพูดไปเรื่องคนเกาหลีแค้นญี่ปุ่นฝังลึกไปหยกๆใช่มั้ย

? จริงๆก็เคยได้ยินมาหลายกรณีเหมือนกัน แต่ไม่เคยประสบกับตัวเองจะๆเหมือนเมื่อวาน หรือจนกระทั่งวันนี้ในชั่วโมงเรียนนี่ก็เจออีกเหตุการณ์หนึ่งแล้ว

ตอนนั้นกำลังเรียนเนื้อหาของบทใหม่เกี่ยวกับเรื่อง การที่คนญี่ปุ่นกับคนเกาหลีรับคันจิจากจีนมาใช้แต่บางคำนี่เป็นคำเดียวกันแต่กลับมีความหมายต่างกัน ตัวอย่างก็คือ คำว่า (Ta: นา) คันจิตัวนี้ในภาษาจีนจะหมายถึงทั้งนา(พื้นที่เพาะปลูกที่ปล่อยน้ำเข้าไปเจิ่งนอง เอาไว้ปลูกข้าว) และไร่ (พื้นที่เพาะปลูกที่ไม่ได้ปล่อยน้ำเข้าไป เอาไว้ปลูกธัญพืชหรือผัก) ในขณะที่คันจิตัวเดียวกันนี้ ความหมายตามภาษาญี่ปุ่น คือ นา ส่วนความหมายในภาษาเกาหลีคือ ไร่

ปรากฏว่าในหนังสือเรียนน่ะ เขาแทนเกาหลีว่า 朝鮮半島 (Chousenhantou: คาบสมุทรเกาหลี) แต่แล้วก็มีเพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีคนหนึ่งเขาก็ถามขึ้นมาว่า ทำไมถึงใช้คำว่า Chousenhantou ล่ะ เขารู้สึกไม่ดีเอามากๆเลย อาจารย์ก็อึ้งๆไปหน่อยแล้วก็ถามๆข้อมูล ถามด้วยว่า แล้วอย่างเวลาพูดว่า 韓国 (Kankoku) นี่หมายถึงเกาหลีใต้อย่างเดียวรึเปล่า? เจ้าตัวก็ตอบว่า ใช่ แล้วอาจารย์ก็คุยๆกับเขาต่อแต่เราไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน แต่เดาๆเอาว่าไม่พอใจที่เอาเกาหลีใต้ไปรวมกับเกาหลีเหนือรึเปล่า?

โชคักซังหันมาเปรยกับเราว่า

国際問題
Kakusaimondai.
ปัญหาระหว่างประเทศ

เราก็ยิ้มๆแล้วเลยตอบไปว่า

他の国の視線から自分の国をどう見られてもしょうがないだろう。
Hoka no kuni no shizen kara jibun no kuni wo doumiraretemo shouganai darou.
ไม่ว่าประเทศเราจะถูกต่างชาติมองว่าเป็นยังไง มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?

เราไม่ได้หมายความว่าไม่ควรจะแก้ไขความเข้าใจผิดถ้าเป็นเรื่องที่สมควรแก้หรอกนะ อย่างเช่น มีคนเข้าใจว่าในประเทศไทยขี้ช้างไปโรงเรียนกันหรือกรุงเทพเป็นเมืองเอาไว้ไปเที่ยวเซ็กซ์ทัวร์ แบบนั้นก็สมควรแก้อยู่หรอก แต่ในกรณีนี้มันเป็นเรื่องความละเอียดอ่อนของภาษา ในเมื่อเป็นภาษาที่คนญี่ปุ่นใช้กันในตำรา ฉุนอาจารย์ที่สอนไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาไม่ใช่เหรอ?

พอจบชั่วโมง อาจารย์คุเมดะเองก็ดูอึ้งๆไปเหมือนกัน แล้วแกก็หยิบดิคชันนารีมาเปิดดูเช็คอะไรบางอย่าง ด้วยความที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์เมื่อครู่ เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า ไม่ค่อยเข้าใจน่ะค่ะว่าทำไมเมื่อกี้เขาถึงรู้สึกไม่ดี อาจารย์ก็ตอบว่าอาจารย์ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แล้วย้อนถามเราเหมือนกันว่าเราเข้าใจว่ายังไงบ้าง? เราก็เลยตอบไปอย่างที่คิดเอาไว้ตะกี้ แล้วอาจารย์ก็เหลียวไปเห็นฮารุกะกับเพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีคนหนึ่งคุยกันอยู่ก็เลยชี้ชวนให้เข้าไปร่วมวงคุยกับตรงโน้น

เพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีคนนี้ก็เล่าๆให้ฟัง ตามที่เข้าใจก็คือ สรุปว่ามันไม่ใช่เรื่องว่าเกาหลีใต้ถูกเหมารวมกับเกาหลีเหนือแล้วเลยไม่พอใจ เพราะยังไงก็เป็นประเทศเดียวกัน แต่ที่คนเกาหลีตะกี้ไม่พอใจก็เพราะคำนี้เป็นคำที่ญี่ปุ่นเคยเรียกเกาหลีมาเมื่อครั้งอดีต นัยว่าเป็นคำที่ใช้เรียกด้วยความรู้สึกไม่ดีและคนเกาหลีเองฟังแล้วก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน อาจารย์เลยถามว่าแล้วตัวเขาล่ะฟังแล้วรู้สึกยังไง เพื่อนร่วมห้องคนนี้ก็ตอบว่า เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีแต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีขนาดนั้น แล้วเขาก็ปลอบอาจารย์ด้วยว่า อาจารย์อย่าคิดมากเลย น่ารักดี ภาพพจน์ภายนอกดูเป็นสาวเปรี้ยวนิดๆช่างแต่งตัวนะ แต่ก็อย่างที่ว่า ดูคนจากภายนอกไม่ได้ล่ะนะ ^w^ ชื่นชมอีกเรื่องตรงที่เขาพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องมาก+ถูกไวยากรณ์เพียะๆเลย >w<

อาจารย์ก็เสริมว่า เนี่ย คำว่า Hantou นี่ญี่ปุ่นก็ใช้เรียกทุกคาบสมุทรนะ ตรงไหนเป็นคาบสมุทรก็เรียกว่า Hantou ทั้งนั้น ฮารุกะก็พูดเสริมขึ้นมาว่า จริงๆแล้วที่จีนก็ใช้คันจิตัวเดียวกันนี้แหละเรียกเกาหลี ไม่ได้มีความหมายไม่ดีอะไร อีกอย่าง นี่เราก็เรียนภาษาญี่ปุ่นกันอยู่ ควรจะเรียนเพื่อเข้าใจและเรียนรู้มากกว่าว่าญี่ปุ่นใช้คำพูดอะไร คำศัพท์แบบไหน เราไม่ได้นั่งเรียนภาษาเกาหลีกันอยู่เสียหน่อยนี่นา ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับฮารุกะนะ มันเป็นภาษาที่ติดรากฝังลึกอยู่ในรากภาษาแล้ว แล้วมันก็เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขุ่นข้องหมองใจเคร่งเครียดขนาดนั้นเลยในกรณีนี้ แต่ก็ไม่รู้เพื่อนร่วมห้องคนนั้นแกอาจจะมีอดีตที่ทำให้ฝังใจมากๆขนาดนั้นก็เป็นได้

จะว่าไปเพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีเขาไม่ยกประเด็นนี้ขึ้นมา เราก็คงไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้สินะ นับว่าเป็นเรื่องโชคดีสำหรับเราสินะที่ได้เรียนรู้ แต่ตรูไม่มีฐานความรู้เรื่องพวกนี้เลย ประเทศไทยก็ไม่มีคันจิซะด้วย เลยไม่มีความเห็นที่เป็นประโยชน์อะไรซักอย่าง สูบความรู้เขามาอย่างเดียว แหะๆ


=+=+=


วันนี้คาบเรียนวิชาออกเสียงตอนบ่าย อาจารย์เอาบทพูดของตัวละครในดราม่าเรื่อง Top Casters ที่กำลังฉายอยู่ช่วงนี้มาให้ฝึกออกเสียงตาม (เหมือนวิชาพากย์อนิเมเลย) ขำๆดี


=+=+=


งื้อ~ ชักเซ็งกับเรื่องเวรทำความสะอาดจริง เมทบางคนเริ่มโดดร่มทำเวรอย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็ไม่สบายล่ะนะ


=+=+=


วันนี้ได้ฤกษ์หยิบมะขามคลุกบ๊วยที่แม่ฝากมาให้ออกมากินแก้คิดถึง โอ๊ย~ อร่อยยยยยย ชอบมะขามคลุกบ๊วยที่ซู้ดดดด ไม่ได้กินมาตั้ง 3 เดือนแล้วนะนี่~ กินแล้วแทบจะร้องฮะเมี้ยวออกมา~ คราวหน้าต้องให้แม่ส่งมะม่วงหยีมาให้ด้วยให้ได้ ของโปรด~ >w<


=+=+=


หึรู้สึกดีกับเท็นโจวขึ้นมาหน่อย อุตส่าห์ฝากฝ้ายเอาเงินค่าทำงานพิเศษมาให้ นึกว่าจะต้องให้รอไปเอาวันอาทิตย์ซะแล้ว (เออ จะว่าไป แกคงไม่ได้เข้าร้านทันเจอกันเกือบหรือทั้งอาทิตย์เลยนั่นแหละมั้ง)

2006/Sep/01


เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาแทบจะกรี๊ดเพราะตื่นสาย ต้องรีบโทรหาน้า ล

. เพื่อนแม่ที่จะนัดเจอกันเพราะแม่ฝากของจากเมืองไทยมาให้เรา ปรากฎว่าโทรไปที่โรงแรม SunshineCity แล้วบอกชื่อ+สะกดชื่อไปแล้วเขาหาห้องคุณน้าให้ไม่เจอ พอดีเราก็ไม่รู้ตัวสะกดชื่อกับนามสกุลคุณน้าเขาเป๊ะๆด้วย เปลี่ยนตัวสะกดแล้ว เอาเฉพาะพยางค์หน้าก็แล้ว ก็ยังไม่เจออยู่ดี เบอร์ห้องก็ไม่รู้เพราะคุณน้ายังไม่ได้บอกแม่ไว้ แอบหงุดหงิดกับชีวิตนิดๆเพราะใกล้เวลาเข้าเรียนเต็มแก่เพราะเกือบ 9 โมงแล้ว (เข้าเรียนตอน 9 โมง 20 นาที) กลัวไปเช็คชื่อไม่ทัน พอดีก็บอกฝ้ายให้ไปโรงเรียนล่วงหน้าก่อนแล้วแหละเพราะกะไว้แล้วว่าต้องช้านิดหน่อย แต่ไม่นึกว่าจะช้าขนาดนี้ T^T

สุดท้ายเลยต้องโทรหาแม่ ถามตัวสะกดชื่อคุณน้าเขา สุดท้ายแม่เลยบอกเดี๋ยวแม่โทรหาน้าเขาเองแล้วให้น้าเขาติดต่อเรา ปรากฎโอเค แม่บอกว่าสะกดชื่อไปที่โรงแรมก็หาให้เจอ (ไหงงั้น? หรือตรูพูดญี่ปุ่นห่วยเอง พอแม่พูดอังกฤษไหงหาเจอเลยล่ะ? T^T) สรุปก็โทรไปนัดกับคุณน้าเรียบร้อยที่ชินจุกุตอนบ่ายโมงครึ่ง


=+=+=


วันนี้เรียนวิชาเลือกอย่างพยายามตั้งใจสุดชีวิต (พอดีฮารุกะจองที่นั่งแถวสองไว้ให้ด้วยแหละ ไม่ตั้งใจคงไม่ได้แล้ว ฮาๆๆ) ถึงจะยังแอบหลับตาบ้างบางช่วง แต่วันนี้ก็ตั้งใจฟังและฟังออก-ตอบได้มากกว่าปกติด้วยนะ พยายามเต็มที่เลย แต่อาจารย์ก็หลุดคำพูดมาประโยคนึงว่า

ペンさん、眠そうね。
Penn-san, nemusou ne.
พนน์ซังดูท่าจะง่วงนะ

ชิ้ง

อาจารย์ขา หนูก็ง่วงทุกอาทิตย์แหละ ไหงอาจารย์มาทักอาทิตย์นี้ล่ะคะ? อาทิตย์นี้ถึงจะง่วง แต่หนูก็ตั้งใจสุดๆเลยน้า หนูแอบเฟล T^T

ใกล้จะจบเทอมแรกเต็มทีแล้ว กำลังวางแผนว่าจะเขียนการ์ดให้อาจารยทุกคนที่สอนอยู่ล่ะ กะจะสารภาพความในใจกับวิชาที่เรียน มีที่ต้องเขียนให้ทั้งหมด 6 คนเพราะมีอาจารย์วิชาเลือกคนเดียวกับคนที่สอนวิชาภาคปกติอยู่ด้วย 2 คน ไม่รู้สุดท้ายจะขยันพอเขียนให้ครบทุกคนมั้ยนะ แหะๆๆ


=+=+=


นัดเจอคุณน้าที่ชินจุกุ ประตูตะวันออก ตรงคาบุกิโจว แต่ปรากฏว่าคุณน้าเขาออกไปอีกประตูตรงหอนาฬิกา คุณน้าโทรเข้ามาบอกที่มือถือเรา ก็เลยถามทางคุณยามที่ป้อมถามทางแถวนั้น ก็เลยเดินไปถูก ไม่ไกลจากประตูทางออกของเราเท่าไหร่ ไปถึงก็เจอพี่ อ. ที่เป็นหลานชายของคุณน้าด้วย ก็เลยสวัสดีทักทายไป (อุ๊ยชักไม่แน่ใจว่าลืมยกมือสวัสดีไปรึเปล่า แย่จัง มัวแต่อารามดีใจว่าหาคุณน้าเจอ >_<)

พอครบทีม พี่เขาก็พาไปเดินห้าง
Takashimaya Time Square ที่อยุ่แถวนั้น ด้วยความที่ยังไม่มีใครทานข้าวกลางวันมาแล้วคุณน้าก็เริ่มหิวแล้ว เลยไปหาอะไรทานกันก่อน พี่เขาก็แนะนำร้าน とんかつ (Tonkatsu: หมูทอด) ที่ให้บดงาเองเพราะว่ารสชาติดี เราก็โอเค ได้เลย หมูทอดนี่ก็ชอบกินอยู่แล้ว ^^ ก็เข้าไปที่ร้านหมูทอดที่ห้าง Takashimaya Time Square รู้สึกจะอยู่ชั้น 3 มั้ง เข้าไปในร้าน ช่วยคุณน้าดูเมนู ส่วนพี่เขาดูเมนูภาษาอังกฤษได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะเคยเรียนที่ออสเตรเลียตั้ง 8 ปีแน่ะ ก็เลยช่วยคุณน้าสั่งเซ็ตกุ้งทอดที่มีหมูทอดกับไก่ทอดด้วย ส่วนเราเอาเซ็ตหมูทอดที่ราคาถูกหน่อย อืมราคาก็ใช้ได้เลยล่ะ ของคุณน้านี่ราคา 1,600 กว่าเยน ส่วนของพี่เขาไม่แน่ใจแฮะว่าเท่าไหร่ ไม่ทันสังเกต เซ็ตของเรานี่ก็ 1,300 กว่าๆเยน มีหมูสามชิ้น (หั่นแบ่งครึ่งเป็น 6 ชิ้น) พร้อมกับผักกะหล่ำฝอยเป็นผักสลัดกองใหญ่ ซุบมิโสะใส่หอยกาบ (อุ๊แอบหรู) ข้าวหนึ่งถ้วย แล้วก็พวกต้นหอม ซอสมายองเนส พร้อมชา ส่วนของคุณน้ากับพี่เขาก็เซ็ตคล้ายกับเรา ต่างกันที่จานหลักนั่นแล พนักงานก็บอกว่า ซุบมิโสะกับข้าวนี่ขอเติมได้ตามสบายเลยค่ะ แต่สรุปว่าทานกันแค่เท่าที่มีก็อิ่มกันจะแย่อยู่แล้ว ไม่ได้ใช้บริการเติมเขาเลย แป่ว~ 

ตอนกินๆอยู่ แม่ก็โทรเข้ามือถือมา บอกว่ามีแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่นนี่ ใช่ที่เราอยู่รึเปล่า? เราก็งงเต๊กบอก ไม่ใช่ที่เราอยู่นะ แต่เกิดแผ่นดินไหวเหรอเนี่ย วันนี้ออกมาข้างนอกตลอดยังไม่ได้เหยียบเท้าเข้าบ้านเลยไม่ได้ดูข่าว กะว่าเย็นนี้จะกลับไปดูข่าวเหมือนกัน แล้วแม่ก็ขอคุยกับคุณน้า

กินไปกินมา ก็ไม่ยักกะเห็นพนักงานเอางามาให้บด พี่เขาชักเอะใจนิดๆอยู่แล้วว่าร้านที่เคยกินและให้บดงาเองนี่ดูบรรยากาศจะมืดๆกว่านี้ เพราะจัดการจานของตัวเองเสร็จ พี่เขาเลยขอตัวไปเดินดูซักนิด ปรากฎว่าตอนกลับมา พี่เขาก็บอกว่าร้านที่เขาเคยทานจริงๆอยู่ข้างบนร้านที่กำลังกินกันอยู่นี่พอดีเลย ได้ฮาสิคะ ก๊ากกก สรุปว่าร้านนี้มาเปิดเพื่อจงใจให้คนเข้าผิดร้านรึเปล่านะเนี่ย? XD;;;

ว่าแต่ว่าปกติเราก็ว่าเราเป็นคนกินเร็วแล้วนะ แต่คุณน้ากับพี่เขาทานเร็วกว่าเราอีก O_o;; จริงๆเราจะเติมข้าวอีกก็ยังไหว ยังเหลือกับไว้กินได้อีกนิดหน่อย ผักอีกพอควรเลย แต่เกรงใจเดี๋ยวต้องรอ จริงๆก็อิ่มท้องแล้วล่ะ แต่จะเติมข้าวกับซุปมิโสะอีกหน่อยก็ได้เพื่อความคุ้มน่ะ แฮ่ะๆ (การกินเพื่อความคุ้มทั้งที่อยู่ท้องแล้วเป็นสาเหตุของความอ้วน =w=;;)

เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาไว้ดูเล่น พอดีเห็นพี่เขาไม่ค่อยชอบถ่ายรูปเท่าไหร่ เลยแอบเกรงใจ ถ่ายๆไปเดี๋ยวพี่เขาจะหาว่าบ้าเห่อไปหน่อย ทานข้าวก็ต้องถ่ายด้วย แหะๆๆ แต่อาหารจัดว่าอร่อยเลยล่ะ รู้สึกพิถีพิถันในการทำดี หมูชุบแป้งทอดฟูนุ่ม กรอบ ไม่เหนียวเลย อร่อยๆ >w<

จบมื้อนั้นคุณน้าแกก็ถามว่าต้องทิปมั้ย เลยช่วยกันบอกร่วมกับพี่เขาว่าที่นี่ไม่มีระบบทิป ถือว่าเป็นงานบริการ ถามพี่เขาเหมือนกันว่าที่โรงแรมเป็นยังไง พี่เขาก็บอกว่า พนักงานโรงแรมก็ไม่รับ บอกว่าเป็นหน้าที่ของเขา สปิริตการให้บริการสูงส่งจริงๆที่ญี่ปุ่นนี่ XD

เสร็จแล้วก็ไปเดินดูของในห้างกัน ส่วนใหญ่ก็จะไปดูสินค้าจำพวกแก้วและถ้วยโถโอชามที่ทำจากแก้วและกระเบื้องทั้งหลายเพราะบริษัทของครอบครัวคุณน้าเป็นบริษัทส่งออกแก้ว แล้วคราวนี้ที่มาญี่ปุ่นก็คือเอาสินค้าที่บริษัทมาออกงานแสดงสินค้าที่ Tokyo Big Sight นี่แล คุณน้าเขาก็แนะว่า เนี่ย มาอยู่นี่ก็เดินเปิดหูเปิดตาดูสินค้าพวกนี้ไว้ อาจจะเป็นไอเดียได้ ได้เห็นความละเอียดลออในการช่างออกแบบของคนญี่ปุ่น ดูไว้ว่าที่นี่เขานิยมอะไรกัน แล้วเผื่อเรามีไอเดียเราจะได้หาสินค้าที่คนที่นี่ต้องการ บางทีเรียนภาษาอย่างเดียวมันอาจจะไม่พอ น่าจะหาอะไรอย่างอื่นเรียนรู้ประกอบด้วย อย่างพวกงานดีไซน์หรืออะไรพวกนี้ ทำงานแปลบางทีมันก็ได้ไม่เท่าไหร่เพราะงานไม่ได้มีมาตลอด ก็อาจจะทำพวกนี้ไปด้วย แต่ก็บอกๆคุณน้าไปนะว่า เราน่ะไม่มีหัวการค้าหรือหัวศิลป์จะดีไซน์อะไรเลย ถนัดก็แต่ภาษาเนี่ยแล ^^;; แต่คุณน้าเขาก็ยังเชียร์ว่า ไม่แน่หรอก ลองดูไปเรื่อยๆ เนี่ย ว่างๆลองไปที่แฟร์สิ ไปดูสินค้า แล้วก็เผื่อว่าจะไปทำความรู้จักเจ้าหน้าที่หรืออะไรที่นั่น เพราะแฟร์พวกนี้ก็จัดทุกปี บางทีอาจจะมีงานล่ามชั่วคราวให้ทำในอนาคตด้วยก็ได้นะ ฟังแล้วเราก็ว่าน่าสนใจเหมือนกัน ก็ว่าจะไปเที่ยวงานดูตามที่คุณน้าชักชวนซักวันนึงนั่นแหละภายในวันพุธ-ศุกร์เพราะงานจัด 3 วัน ^^

แต่ว่าพวกแก้ว ถ้วยโถโอชามพวกนี้เป็นงานขายไอเดียจริงๆนะ ดีไซน์หลายๆชิ้นนี่สวยมาก เห็นแล้วเคลิ้มเลย นึกฝันเล็กๆว่าถ้าได้ใช้ของสวยๆงามๆแบบนี้คงจะมีความสุขน่าดู (แต่อย่างเราได้มานี่คงไม่ได้ใช้มากกว่าเพราะกลัวทำพัง เหอๆๆ) ชิ้นหนึ่งนี่ราคาไม่ใช่น้อยๆเลย ดูสิ แก้วเล็กๆใบหนึ่งตั้ง 20,000 กว่าเยน ถึงจะสวยก็เถอะ คุณน้ายังออกปากเลยว่า แพงจริง แล้วก็มีพวกจานชามอะไรประมาณเนี้ย เห็นปลากระเบื้องตัวหนึ่ง ขนาดก็ใหญ่พอประมาณแหละ โชว์ไว้ในตู้กระจก เห็นราคาแล้วอยากล้มตึง 525,000 เยน โอ้แม่เจ้า~!! O_o;;;

คุณน้าก็พูดขำๆขึ้นมาว่า มีของพวกนี้ก็ทุกข์น่ะนะ ต้องมานั่งกลัวว่าจะพังรึเปล่า เราก็เสริมว่า แนวต้องมีเมดมาคอยเช็ดถูทำความสะอาดสินะคะ คุณน้าก็ว่า นั่นแหละ เดี๋ยวก็มีการทำแตกทำพังอีก จะดุว่ามากก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่ยอมอยู่ทำต่อ ฮ่าๆๆ

ว่าแต่ตอนนี้แอบปิ๊งสินค้าของ Wedgwood ล่ะ สวยมากๆ พวกลายนูนๆบนแก้วหรือชามที่ทำออกมา สวย คลาสสิค ดูดี มีสไตล์ แต่ก็ได้แค่มอง เพราะราคาแพงเหลือหลาย แต่แค่เห็นก็มีความสุขแล้วล่ะ สวยหรูดูดีมีสง่าราคศีจริงๆ >w<

แต่ก็ไปหาเวบของ Wedgwood มาล่ะ เข้าไปดูสินค้าเขาได้ ช้อบชอบ >w<
http://www.wedgwood.com/ก็เสียดายนะ ปกติในห้างเขาก็ไม่ค่อยให้ถ่ายรูป คุณน้าเองก็บอกเหมือนกันว่า ถ่ายรูปงานฝีมือพวกนี้นี่ถือว่าเสียมารยาทนะ เลยไม่มีรูปมาให้ดูกัน ของพวกนี้นี่แค่ Window Shopping ก็สนุกได้นะนี่ >w<

พี่ อ. ก็เล่าๆเหมือนกันว่า ของพวกนี้หลายๆอย่างมีทำเฉพาะรุ่นจำกัดที่ญี่ปุ่นเท่านั้นเพราะตลาดญี่ปุ่นนี่ขายของพวกนี้ได้ ทั้งเครื่องใช้พวกนี้ กระเป๋า หรือรองเท้า ยิ่งพวกรุ่นจำกัดนี่ญี่ปุ่นยิ่งชอบ ของแรร์ๆหายากทั้งหลายที่หาที่อื่นไม่ได้ มาหาที่นี่ได้หมด ฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าญี่ปุ่นนี่ไม่เหมือนใครจริงๆแหะ (สรุปว่ารสนิยมสูงและเงินถึงกันสินะ)

ออกจากห้าง ก็เดินไปที่ FrancFranc กันต่อ คุณน้าอุตส่าห์ถ่ายรูปให้ บอกว่าจะได้ส่งไปให้ที่บ้านดู เลยได้ถ่ายคู่กับ Takashimaya Time Square กับหอนาฬิกา(ที่เพิ่งรู้ว่าชินจุกุมีก็วันนี้เท่านั้นเอง ฮา) สวยดีค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ เลยถ่ายให้คุณน้าไปรูปหนึ่งด้วย >w<





=+=+=


ไปเดินกันต่อที่ร้าน Francfranc ก็เป็นอีกร้านที่ขายไอเดีย แต่สีค่อนข้างฉูดฉาดวัยรุ่นไปหน่อย เปิดเพลงก็วัยรุ่นเชียว รู้เลยว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ก็เดินๆดูของกัน ชมนั่นชมนี่ว่าน่ารักไปตามเรื่องตามราว และแล้วก็ไปเจอกองตุ๊กตาหมูขาวกับหมูดำที่ทำจากหนังกัน ก็คุยกันว่าน่ารักดี (พลิกราคาดูแล้วก็นึกในใจว่ารวมภาษีแล้วตัวละตั้ง 1,400 กว่าเยนแน่ะ น่ารักแค่ไหนก็ไม่ไหวอ่ะ ตัวย่อมๆเอง =_=;;) แต่แล้วน้าเขาก็ถามขึ้นมาว่า เอามั้ย? เอากลับบ้านไปดูเล่นซักตัว เฮือก~ รู้สัญญาณแปลกๆละ รีบตอบไปว่า ไม่เป็นไรค่ะ ห้องเพนน์ก็แคบๆ แหะๆ น้า ล. ซื้อกลับเมืองไทยสิคะ แล้วก็รีบชักชวนน้าเขาไปดูทางอื่น น้าเขาก็เปรยๆว่า ดูก่อนละกัน แล้วก็ไปดูตรงอื่นกันต่อ

เดินไปดูตรงมุมแก้วชนิดต่างๆหลากหลายดีไซน์กัน แกก็ถามๆแนวว่า ชอบชิ้นไหนก็บอกนะ เผื่อน้าจะได้รู้ว่าวัยรุ่นเขาชอบแบบไหนกัน แอบคิดในใจว่า นี่น้าแกถามเพราะอยากรู้รสนิยมวัยรุ่นจริงหรือจะได้ซื้อชิ้นที่เราชอบให้กันแน่เนี่ย >_>;; แต่ก็ออกตัวไปก่อนว่า ถามเพนน์นี่อาจจะไม่ค่อยได้รู้รสนิยมวัยรุ่นนะคะ





เดินดูของจนครบ ก็วนกลับมาที่แผงขายหมูสด เอ๊ย ชั้นวางตุ๊กตาหมูที่เห็นกันเมื่อครู่ แล้วคุณน้าก็หยิบเจ้าตัวนั้นไปจ่ายเงิน ซื้อให้เราจนได้ บอกว่าให้เป็นของขวัญอ้ะ พยายามทัดทานแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล งื้อ ขอบคุณค่า
~TwT

ตอนนี้เลยได้เจ้าตุ๊กตาหมูน้อยสีขาวมาเป็นเพื่อนเล่นกับแกะนอนไม่หลับที่อ้อนให้ก่อนมาญี่ปุ่นเรียบร้อยเลย จะได้ไม่เหงานะ เจ้าแกะน้อย ตอนแรกว่าจะหาลูกแกะ M&N มาให้เป็นเพื่อนกัน แต่ยังหาไม่ได้เลยน้อ~





=+=+=


จากนั้นก็ไปร้าน Interior design แนวนี้แถวชินจุกุอีกร้านแต่นั่งแท็กซี่ไปกัน จำชื่อร้านไม่ได้เด้อค่ะ เดินดูของก็เห็นชามเซรามิคเอาไว้เข้าไมโครเวฟได้ แล้วก็ถุงเอาไว้ใส่กล่องอาหารตอนไปปิกนิกอะไรนี่แหละ คุณน้าก็ทำท่าจะซื้อให้เราอีกแล้ว บอกว่านี่ไง ใช้สะดวกดี เอาไปใส่อาหารที่ร้านที่ทำงานพิเศษ กลับบ้านจะได้อุ่นได้เลย ไม่ต้องใส่จาน แล้วถุงก็เอาไว้ใส่ชามหรือกล่องอาหารนี่กลับมา เลยต้องยกเหตุผลร้อยแปดขึ้นมาอ้างถึงความไม่สะดวกต่างๆนานาของของพวกนี้สำหรับเรา (ขออภัยผู้ผลิตมา ณ ที่นี้ =_=;;) เพื่อชักจูงให้คุณน้าไม่ต้องซื้อให้เรา คราวนี้สำเร็จแฮะ ฟิ้ววว

เดินดูของอีกซักพักก็ต้องประหลาดใจตอนที่คุณน้าบอกว่าเรานี่มีอารมณ์ขันเหมือนพ่อ เหคนจืดชืดมุขตันไอเดียต่ำอย่างเราเนี่ยน่ะฤา? ก็บอกน้าเขาเหมือนกันว่า ปกติคิดว่าตัวเองไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเท่าไหร่ แนวเรื่อยๆธรรมดามากกว่า แต่น้าเขาก็ยืนยันว่าเรามีนะ เออาจจะขึ้นอยู่กับคู่สนทนาด้วยมั้ง คือคุณน้านี่แกอิมเมจแบบสบายๆใจเย็นน่ะ เราก็คุยด้วยได้อย่างสบายใจ ก็เลยพูดจาอะไรเล่นมุขได้เป็นธรรมชาติด้วยมั้ง และก็อาจจะเป็นเพราะพักนี้เราค่อนข้างเปิดรับมิตรภาพอะไรมากขึ้น เลยไม่ต้องตัวเกร็งอึ้งเงียบอึดอัดเหมือนแต่ก่อน แล้วก็คงเพราะพอจะคุ้นเคยกับคุณน้าเขาอยู่บ้างมาตั้งแต่เด็กด้วยแหละ คือเคยได้พบตอนไปงานเลี้ยงหรืองานพิธีต่างๆที่เกี่ยวกับแม่หรือคุณน้าเขา (คุณน้าเขาก็เป็นเพื่อนสนิทกับแม่มาตั้งแต่สมัยม.ต้นเลยล่ะ) แล้วตอนปริญญาตรีก็เคยไปขอสัมภาษณ์คุณน้าทำรายงานเกี่ยวกับเจ้าของกิจการด้วยซ้ำ ^^

ดูเก้าอี้บางตัว เห็นราคาแล้วช็อคตาตั้ง 700,000 กว่าเยน!! ทำไปได้!! จะนั่งสบายก้นสบายหลังซักขนาดไหนกันเชียว!! O_o;;; คุณน้ามีการแอบแซวว่า แหมค่าเรียนทั้งปีของเราเลยนะเนี่ย คือว่าเราแอบช็อค อึ้ง ทึ่ง เสียวกับราคาของแต่ละอย่างมาตลอดทั้งวันนี้น่ะ น้าเขาเลยแซว 555


=+=+=


ดูของที่ร้านนั้นเสร็จก็เดินไปอิเซตันกัน แต่ระหว่างทางไปอิเซตัน ก็จะผ่านร้าน Uniqlo เสียก่อน เราก็ร้อง อ๊ะ ตรงนี้มี Uniqlo ด้วยแฮะ เพราะเรากะจะซื้อชุดยูกาตะจากที่นี่อยู่แล้ว ก็ชี้ๆให้คุณน้าดู คุณน้าแกก็ชวนว่างั้นไหนๆก็ผ่านร้านแล้ว ลองเดินไปดูกันหน่อยมั้ยล่ะ ก็เลยลองเข้าไปถามๆดู ลองถามว่าลองชุดก่อนซื้อได้มั้ย พนักงานก็ตอบว่าลองไม่ได้แต่ยังไงเป็นฟรีไซส์อยู่แล้ว ถ้าใส่ไม่ได้ก็เอามาเปลี่ยนได้ คุณน้าก็แนะว่างั้นก็ซื้อแล้วก็ขอไปลองในห้องลองเลยละกัน เราก็ว่าเป็นความคิดที่ดีแฮะ ก็เลยรีบเดินจะไปจ่ายเงิน แต่คุณน้าก็รีบเดินไปด้วยกันที่แคชเชียร์แล้วแย่งเราจ่ายเงินง่ะ หลังจากยื้อยุดทัดทานไปมา สุดท้ายคุณน้าก็เป็นฝ่ายชนะง่ะ แง้~ ไม่น่าตกหลุมคุณน้าเลยง่า~!!! เกรงจ๊ายยยย~ T^T

จากนั้นเลยได้ให้พนักงานร้านช่วยสอนใส่ชุดยูกาตะตอนลองชุด แต่สุดท้ายเราก็ยังคงงงกับวิธีใส่ชุดยูกาตะอยู่ดี เหอะๆๆ ^^;;





=+=+=


จากนั้นก็ขึ้นไปเดินบนอิเซตันต่อ คุณน้าอยากจะนั่งพักสักเล็กน้อยเลยหาเรื่องไปนั่งดูทีวี Sharp กันเพราะเขามีที่นั่งเอาไว้ให้ทดลองนั่งดูทีวีที่วางขายดู หุๆ พนักงานขายก็เดินเข้ามาเตรียมสาธิตให้ดูเต็มที่ เลยได้คุยกับพนักงานขายเรื่องโทรทัศน์ คุณน้าก็ถามๆเป็นภาษาอังกฤษว่า เนี่ย ทำไมในประเทศอื่น Sony ถึงได้ครองตลาดไปหมด พูดถึงโทรทัศน์ ใครๆก็มักจะบอกว่าของ Sony ดี พนักงานก็ตอบว่า อืมนั่นสินะครับ ถ้าในตลาดนานาชาติ Sony จะมาวิน แต่ในประเทศญี่ปุ่นเอง คนญี่ปุ่นจะนิยมใช้โทรทัศน์ยี่ห้อ Sharp มากกว่า แอบได้คุยเป็นภาษาญี่ปุ่นนิดหน่อยด้วย ได้ฝึกภาษาดี หุๆ คุณน้าแนะว่าว่างๆก็ไปถามโน่นถามนี่พนักงานแนะนำสินค้าเล่น จะได้ฝึกภาษาดีด้วย


=+=+=


เดินทางกลับอิเคะบุคุโระ กินชาบุชาบุที่ตึกตรงสถานีรถไฟอิเคะบุคุโระ ที่มีร้านอาหารตั้งแต่ชั้น 11-15 นั่นแหละ ดูๆรายการแล้วพี่ อ. เขาก็อยากกินชาบูชาบูเลยถามเราว่าเราเคยกินรึยัง เราก็ตอบว่ายัง (แหะๆ ได้ข่าวว่าแพงค่ะ ยัยนี่เด็กยาจกดีๆนี่เอง) ทั้งหมดออกมาเฉียดๆ 12,000 เยน เฉลี่ยตกคนละเกือบๆ 4,000 เยน

จะว่าไป เรื่องลักษณนามในการเรียกลูกค้าเวลาเข้าร้านอาหาร พนักงานจะมีคำยกย่องไว้แทนตัวลูกค้าด้วย เช่น ถ้าไปกินข้าวกันสองคน พอพนักงานถามว่ากี่คน เราจะพูดแทนตัวเองว่า 二人 (Futari: สองคน) แต่พนักงานจะแทนตัวลูกค้าว่า 二目様 (Nime-sama: สองท่าน) แทน

สรุปว่านอกจากจะเอากระเป๋าหนักร่วม 12 กิโลจากเมืองไทยมาให้แล้ว วันนี้คุณน้าแกยังเลี้ยงข้าวเรา ซื้อของให้เรา นั่งแท็กซี่มาส่งเราที่หอ ทั้งหมดก็เฉียดๆสองหมื่นเยนได้เลยนะนั่น!! อยากจะร้องไห้โฮออกมาด้วยความเกรงใจ แง้~ คุณน้าง่า เกรงใจจนไม่รู้จะทำฉันใดแล้วค่า T^T


=+=+=


พอได้คุยกับที่บ้านคืนนี้ เล่าๆๆเหตุการณ์สุดแสนเกรงใจทั้งหลายแหล่ T^T ปรากฎว่าพ่อกับแม่กลับหัวเราะขำๆกับการร้องโวยวายอย่างสุดกลุ้มของเรา แล้วแม่ก็ถามๆว่าคุณน้าแกซื้ออะไร+ออกค่าอะไรให้เรามั่ง เราก็เล่าไปจนหมดเปลือก แล้วก็ปลอบว่า น่า แค่นี้น้าแกขนไม่ร่วงหรอก งื้อ~ แต่เกรงใจนี่~T^T (ตอนแรกนึกว่าจะโดนแม่ดุแล้วนะเนี่ยว่าปล่อยให้คุณน้าแกซื้อให้ทำไม ^^;;) แม่ก็บอกว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวแม่ไปเคลียร์กับน้าเขา+เอาเงินไปคืนเอง แต่ท่าทางน้าเขาคงไม่ยอมเหมือนกัน

เฮ้อ~ เราก็เลยบอกว่า เนี่ยเอาไว้ตอบแทนวันหลังก็แล้วกัน ตอนนี้ที่จะให้ก็เป็นช็อคโกแลตเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง ไว้เดี๋ยวไปงานแสดงสินค้าก็จะพยายามช่วยๆเท่าที่ทำได้ แม่ก็บอกว่า อืม แต่ไม่รู้เรายละเอียดสินค้าของน้าเขาก็คงช่วยพูดหรืออธิบายลำบากเหมือนกัน เลยบอกแม่ไปว่า ยังไงไว้เก่งๆกว่านี้ในอนาคตแล้วน้าเขาจะมาญี่ปุ่นหรือต้องทำอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นอีก ก็จะพยายามช่วยเท่าที่ทำได้เลย แต่ก็บอกแม่ไปนะว่า วันนี้เพนน์ก็พอจะเป็นประโยชน์บ้างนะ อย่างเวลาถามทางหรือสั่งอาหารน่ะ พอจะสื่อสารได้พูดคุยรู้เรื่องล่ะ >w<

แต่ก็อยากให้ได้ยิ่งกว่านี้อีก ในอนาคตจะพยายามทดแทนให้ได้เลยค่ะ T^T


=+=+=


ด้วยความที่เราต้องวางกระเป๋าเดินทางใกล้กับช่องเสียบปลั๊กไฟ เราเลยเผลอทำสายต่อทีวีหลุดเป็นบางครั้งบางคราว ตอนกลับถึงหอวันนี้ ก็บอกฝ้ายว่ามีแผ่นดินไหวแน่ะ เห็นว่าแรงด้วย แต่ไม่รู้ที่ไหน เลยได้รู้จากฝ้ายว่าฝ้ายไม่ได้ดูทีวีเลยเพราะปลั๊กทีวีหลุดนั่นเอง โธ่ถังขออภัยอย่างรุนแรง TwT

สรุปว่าแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์ที่โอยตะ ฝ้ายรีบโทรศัพท์ถามสารทุกข์สุขดิบของโฮสต์แฟมิลี่และเพื่อนฝูงที่นั่นทันที แต่สรุปว่าทุกคนก็ปลอดภัยไร้กังวลดีกันถ้วนหน้า ค่อยยังชั่วน้อ~


=+=+=


คืนนี้มีนัดบอลโลกระหว่างญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย ฝ้ายนั่งเชียร์อยู่หน้าจออย่างเมามันส์ ส่วนอิฮั้นนั่งเคลียร์ของที่เอามาวันนี้แล้วก็นั่งเขียนบลอคส่วนของวันนี้ไปเรื่อย คุยกับที่บ้านระหว่างนั้นด้วย ได้ยินเสียงฝ้ายร้องเย้ตอนญี่ปุ่นยิงนำไปได้หนึ่งลูก แล้วก็ได้ยินเสียงสุมิร้องว้า ไม่เอาๆ ออสเตรเลียสู้ๆ อีก แต่ปรากฏว่าญี่ปุ่นทำเพี้ยนอะไรก็ไม่รู้ ปล่อยออสเตรเลียตีเสมอและยิงนำไป 2 ลูกภายในเวลา 10 นาทีเศษๆ ฝ้ายร้องเสียดายด้วยความเจ็บใจๆๆอยู่หน้าจอทีวี อินมากๆ (ฮา) บอกว่าปกติไม่ได้สนใจดูบอล แต่พอบอลโลกมาก็ทำให้คึกคักอินได้เหมือนกัน สุมิก็เย้วๆ ดีใจ พอโยนะกลับมาตอนเที่ยงคืน ก็ขำก๊ากว่า ต้องพยายามทำหน้าเสียใจให้ลูกค้าญี่ปุ่นเห็นแทบตายทั้งที่ในใจลิงโลดสุดชีวิต (คนเกาหลีนี่ดูท่าทางจะมีความแค้นกับญี่ปุ่นกันฝังลึกน่าดูเหมือนกันนะเนี่ย ขนาดว่าเรียนกันอยู่ที่ญี่ปุ่นและสุมิมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นนะเนี่ย ด้วยความที่มีปัญหาฝังลึกมาในอดีตสินะ คงแก้กันลำบาก ^^;;)

เห็นโยนะบอกว่าคืนพรุ่งนี้อาจจะพากันไปเชียร์ที่สถานีชินโคคุโบะ สถานีนี้เป็นสถานีที่คนเกาหลีอาศัยกันอยู่เยอะน่ะ คงเชียร์กันมันน่าดูเลยพรุ่งนี้ ส่วนเราก็คงชิลล์อยู่ที่หอต่อไปเพราะเป็นพวกไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรพวกนี้มากเลย (ยัยนี่เอื่อยเฉื่อยจริง) คงจะนั่งชิลล์ๆเอื่อยๆอยู่ที่หอ ทำนั่นทำนี่ด้วยความร้อนรนต่อไป ฮา~


=+=+=


อ้อ ถ่ายรูปของที่แม่ฝากมาให้เก็บเอาไว้ โอย ของกิน(ใช่แล้ว มีแต่ของกินเกือบทั้งนั้น ^^;;)ที่คิดถึงทั้งนั้นเลย ชาเย็นเนสที มะขามคลุกบ๊วย น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มสุกี้ วุ้นเส้น ข้าวกล้อง ฯลฯ อีกหลายอย่าง แม่ส่งพวกของกินกันตายอย่างเครื่องปรุงของโลโบ้ ซุปก้อนคนอร์ ข้าวกล้องหุงกินได้เลย ข้าวต้มกึ่งสำเร็จรูป มาให้อีกหลายซองด้วย 555 สุขใจหาใดปาน







2006/Sep/01


อ๋า
ในที่สุดกระดุมเสื้อตัวโปรดก็หลุดจนได้ ได้เห็นประโยชน์ของอุปกรณ์เย็บเสื้อผ้าที่แม่เตรียมไว้ให้ด้วยตอนออกเดินทางก็ตอนนี้แหละ ได้ฤกษ์ขุดมันออกมาใช้แล้ว เป็นของจำเป็นไม่เบานะนี่

แต่ด้วยความที่ยัยเพนน์ไร้ความเป็นกุลสตรีโดยสิ้นเชิง เลยเสียเวลาเย็บกระดุมเม็ดเดียวเนี่ยไปร่วม 10 นาที...ด้ายหลุดจากเข็มมั่ง รื้อแก้ใหม่มั่ง โหว่ โว โว เย้~ >_>;;


=+=+=


ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร จิตใจหดหู่เล็กๆ กับอีแค่เห็นเวบไซต์ที่เคยตามๆอยู่ค่อยๆหันเหจาก Death Note ไปหาเรื่องอื่นหรือตัวละครอื่นที่ไม่ใช่ตัวที่ชอบ กับอีแค่เห็นหลายๆคนนั่งวิจารณ์ว่านักแสดงของหนัง Death Note ไม่เหมาะสมอยู่อย่างเดียวนั่นแหละ (ทั้งที่ตอนนี้มันน่าจะเลยขั้นตอนนั้นมาแล้วไม่ใช่เหรอ) แทนที่จะสนใจเนื้อเรื่องที่ดัดแปลงไป (ทั้งจุดที่น่าสนใจและน่าหวาดหวั่น) แค่นี้ก็ทำยัยเพนน์เฟลได้ มันทำให้รู้สึกว่า ไม่มีใครตื่นเต้นกับหนังเรื่องนี้เหมือนเราบ้างหรือไงนะ? จริงๆก็มีเพื่อนรอบๆตัวให้กรี๊ดด้วยได้เหมือนกันแหละ แต่ยัยเพนน์ก็โลภมาก อยากเห็นคนทั่วๆไปสครีมเรื่องนี้กับเราด้วย อยากให้นักแต่งฟิคหรือนักวาดแฟนอาร์ตที่ชอบยังยืนหยัดชอบเรื่องนี้อยู่กับเราไปเรื่อยๆ แต่นั่งคงจะเรียกว่าโลภและเห็นแก่ตัวเกินไปสินะ

รู้สึกเหมือนอยากจะทำทุกอย่างให้ Death Note ยังคงอยู่ต่อไปแม้ว่ามันจะจบไปแล้ว ช่วงนี้เลยได้นั่งจับเจ่าทำกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับ Death Note หลายๆอย่างนี่ล่ะ จริงๆแล้วก็มีเรื่องอื่นที่สมควรทำมากกว่าเยอะแยะเลยนะเนี่ย แย่จริง=_=;;


=+=+=


ทำงานพิเศษวันนี้ เท็นโจวเข้าจนได้แต่วันนี้ดูอารมณ์ดีมาเชียวแฮะ

วางแผนกับป่านไปเที่ยวช่วงปิดเทอมกันอยู่ พอดีว่าป่านปิดตรงกันพอดีคืออาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ส่วนเราก็ปิดวันที่ 21 มิถุนายน 5 กรกฎาคม จะไปเที่ยวไหนกันดีน้า? แอบคุยๆกันว่า DisneySea กับพิพิธภัณฑ์จิบลิก็ไม่เลว ^o^

ช่วงนี้หลอนเลขเหมือนมากๆ รู้สึกว่าตัวเองได้เห็นเลขอะไรเหมือนๆกันโดยไม่ได้เจตนาอยู่บ่อยๆ ที่บลอคสาธารณะ เราก็ได้ฮิตตัวเองที่ 66666 ในวันที่ 06/06/2006 (ตามเวลาเมืองไทย) อีกต่างหาก นี่เราโดนคำสาปของซาตานหรืออะไรรึเปล่านี่? ฮะๆๆ ^_^;;;